ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ปักกิ่ง - วันที่ 5 วัดลามะ Hutong Shichahai


วันนี้ตื่นสายคะ เพราะโปรแกรมหลวมๆ ที่ที่จะไปหลักๆ มีแค่วัดลามะ มื้อเช้าก็ฝากท้องไว้ที่ร้านซาลาเปาข้างโรงแรมร้านเดิม ประมาณ 9 โมงกว่าๆ ก็ตัดสินใจว่าจะลองไปเดินห้างที่คล้ายๆ ย่านประตูน้ำ-แพลททินั่ม เพราะผิดหวังจากตลาดรัสเซียมาเมื่อวาน


ห้างนี้ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับ สวนสัตว์ปักกิ่งคะ การเดินทางก็ไม่ยาก รถไฟใต้ดินเช่นเคย พอไปถึงนี่แอบงงคะเพราะคิดว่าบรรยากาศน่าจะคึกคัก แต่ทำไมมันเงียบๆ จริงๆ แล้วเราต้องเดินอ้อมหลังตึกที่เป็นเหมือนอู่รถเมล์ไป ทีนี้ละคะ 4-5 ตึกตรงนั้น ประตูน้ำชัดๆ เบยคะ



รูปนี่ยืมมาจากหลายๆเวปนะคะ ตอนเราไปไม่ได้ถ่ายรูปไว้คะ เพราะมันชุลมุนมากเลย คนเยอะแยะ ป้ายราคาก็มักจะเป็นภาษาจีนคะ และคนมาซื้อส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นพวกแม่ค้ารายย่อยคะ ฉะนั้นแต่ละคนก็จะพะรุงพะรังกันพอสมควร บางทีของเพิ่งมาลงก็กองๆไว้ที่พื้นตรงทางเดิน ตึกที่เดินสบายสุดก็คือตึกที่อยู่ตรงกับทางเดินที่เข้ามา (ในแผนที่อยู่ด้านซ้าย)


ในเวปบอกว่าห้างแถวนี้ปิดประมาณ 3-5 โมงเย็น อันนี้เราก็ไม่คอนเฟิร์มนะคะ แต่ไปก่อนเวลานี้ไว้เป็นอันว่าปลอดภัยไม่ไปเสียเที่ยวละกัน ของที่ขายก็จะเป็นแฟชั่นสไตล์ปักกิ่งหน้าหนาวซึ่งเราคงไม่ได้ใช้ แต่เราก็ได้รองเท้าบูทเตี้ยมาคู่นึงประมาณ 700 บาท เราว่าไม่แพงนะ 


ช้อปปิ้งเสร็จก็ย้อนกลับมาเช็คเอาท์ที่โรงแรม และฝากกระเป๋าไว้คะ วันนี้เราบินกลับไทย ตีหนึ่งแหนะ
กลางวันวันนี้ เราจะไปร้านดังใกล้ๆกับ วัดลามะ นั่งรถไฟใต้ดิน 3 สถานี ลงที่สถานี LAMA yonghegong

เดินข้ามถนนไปนิดหน่อยคะก็จะถึงภัตตาคารชื่อดังที่ว่า ซึ่งคนก็เยอะจริงๆคะ ต้องรับบัตรคิวกันเลย ซึ่งคิวนี้จะขานเป็นเลขจีนนะคะ ฟังกันดีๆ หละ ^^ ตรงหน้าร้านก็จะมีน้ำร้อนไว้บริการฟรีคะ จิบๆไประหว่างรอ ดูเหมือนคนที่นี่เขาจะพกกระติกน้ำกันมั้งคะ มีบางคนเดินๆ ผ่านมาก็มาเติมน้ำฟรีเฉยเลย 555
หน้าตาภัตตาคาร ที่เราจะฝากท้องมื้อนี้กัน ขนาดมีตั้ง 3 ชั้นยังต้องนั่งรอคิวกันบานตะไท
มองไปเห็นวัดลามะที่ฝั่งโน้น
 
มื้อนี้สั่งสี่อย่าง ที่อยากจะแนะนำคือ ซาลาเปาและเกี๊ยวเสฉวน อร่อยคะ ออกรสเผ็ดหน่อยๆ เผ็ดแบบเครื่องเทศอะไรซักอย่างนะคะไม่ใช่เผ็ดแซบแบบพริกบ้านเรา
ทานอิ่มแล้วก็กลับมาเที่ยววัดลามะกันคะ
ค่าเข้าวัด 25 หยวน ราคานี้น่าจะรวมธูปที่เขาแจกแล้วคะ จุดที่รับธูปไม่ได้อยู่ตรงทางเข้านะคะ ต้องเดินผ่านสวนมาก่อนจะอยู่ซ้ายมือคะ ไปรับได้เลย ที่นี่เราจะได้ไหว้พระกันจริงๆ เป็นวัดจริงๆ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว 
ส่วนตัวเราก็เห็นด้วยกับการเก็บค่าเข้าแล้วแจกธูปเป็นวิธีที่มีระเบียบเรียบร้อยดี ไม่เหมือนวัดบ้านเราที่ไม่มีค่าเข้า พอจะไหว้พระต้องซื้อธูปเทียนจุดนึง ทำบุญอื่นๆอีกหลายๆจุด คือเราก็มองว่าเงินนี้เอาไปใช้ทำนุบำรุงวัด ก็เก็บเป็นค่าเข้าที่เดียว รับธูปทีเดียวเลยไม่ต้องวุ่นวายหลายอย่าง เหมาะกับวัดที่คนไปเยอะๆ หรือวัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

สำหรับรายละเอียดประวัติของวัดก็ตามเวปนี้ไปเลยจ้า
จากวัดลามะ จุดหมายต่อไปจะเป็นการเดินที่แสนยาวไกล เราจะไปหอกลองและ Shichahai โดยที่เราจะเดินผ่าน Hutong คือเป็นย่านที่เป็นบ้านเก่าดั้งเดิมของคนปักกิ่ง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดลามะนี่เองคะ
ริมฝั่งถนนตรงข้ามวัดลามะจะมีร้านค้าเล็กๆอยู่เยอะแยะเลยคะ เริ่มตั้งแต่หัวถนน จะมี KFC ร้านกาแฟ ไปจนถึงร้านขายเครื่องรางต่าง และก็เป็นที่ตั้งของวัดขงจื้อซึ่งใครจะแวะเยี่ยมชมก็ได้ตามอัธยาศัยนะคะ ส่วนเราจะมุ่งต่อไปทางตะวันตกตามถนนเล็กๆ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัย
บรรยากาศ Hutong (ยืมภาพจาก Google)
บรรยากาศ Hutong (ยืมภาพจาก Google)
ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่นะคะขออภัย เราหามุมถ่ายรูปไม่ค่อยเก่งแถมยังมีรถจอดอยู่ตลอดเส้นทางเลยคะ ระหว่างทางเดินไปก็จะมีส้วมสาธารณะอยู่เป็นระยะๆ คิดว่าน่าจะเป็นส้วมในตำนานที่ว่าไม่มีผนังกั้นห้องอะไรทำนองนี้ ก็ลองเขาไปพิสูจน์กันดูนะคะ อิอิ
บ้านที่ดัดแปลงเป็นร้านอาหาร
ช่วงต้นๆ ทางส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้าน เป็น โรงเรียน บรรยากาศจะเงียบๆคะ แต่พอเริ่มใกล้ Shichahai ก็จะเริ่มมีบ้านที่ดัดแปลงเป็นร้านอาหารบ้าง hostel บ้าง แต่ก่อนจะถึง Shichahai แวะพักเหนื่อยถ่ายรูปที่ หอกลอง หอระฆัง 
ด้านหลังหอระฆังจะเป็นเหมือนลานกิจกรรมของชุมชม
หอระฆัง
หอกลอง
ค่าเข้า 30 หยวน ทางเข้าหลักอยู่ด้านหน้าหอกลองเราต้องเดินอ้อมไปทางด้านหน้านะคะ สำหรับรายละเอียดตามเวปนี้ไป คะ ^^ http://www.holidaythai.com/HaiHarvardWu/blogs-8250.htm คือเราก็ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมคะ ปีนบันไดไม่ไหวแว้ว 555 แวะถ่ายรูป นั่งเล่น คุณแฟนรองเท้ากัดอีก ต้องพักเท้าซักเล็กน้อยคะ
จากหอกลองข้ามถนนแล้วเลาะไปทางตะวันตกนิดนึงก็จะเจอตรอกเล็กๆ ลัดเข้าย่าน Shichahai คะ

ย่านนี้ก็จะเป็นแหล่งช้อปปิ้งคล้ายๆ กับสยาม กับร้านอาหารกลางคืน
สินค้าที่ขายก็มีทั้งของเล่นของฝาก พวกขนมลูกอมที่เหมือนเป็นของฝากที่ถนนเฉียนเหมินราคาถูกกว่าคะ ลัดเลาะผ่านร้านรวงมาเรื่อยๆก็จะทะลุทะเลสาบ ก็ถือว่ามาชมวิวบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินที่นี่คะ
เห็นหอกลองอยู่ไกลๆ
รอบๆ ทะเลสาบจะเป็นร้านอาหาร ผับบาร์ สำหรับร้านอาหารราคาค่อนข้างสูงคะ

มีร้านสตาบัคด้วยนะ

เลาะมาทางตะวันตกของทะเลสาบเจอร้านอาหารไทยด้วยหละคะ
ตะวันตกดินแล้วเราต้องรีบจรลีจากที่นี่ไปแล้วคะ กลับไปแวะทานข้าวในห้างที่ถนนหวังฝู่จิ้ง จริงๆแล้วเราควรจะลองสุกี้มองโกลคะ เขารีวิวกันมา แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเนื้อแพะคะ และเราไม่ค่อยอยากกินอะคะก็เลยจบที่บะหมี่ร้านนี้ เป็นชามเล็กๆ ซึ่งเล็กเกินไปถ้าจะกินแค่ชามเดียว แต่เพราะมันไม่อร่อยคะ คุณแฟนแลดูไม่ปลื้ม ก็เลยจบแค่คนละชามซะงั้น
ได้เวลากลับแล้วคะ กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วขึ้นรถไฟใต้ดินไปโผล่ที่สนามบินเลยเหมือนขามา ทีแรกคิดว่าจะคืนบัตรอี้ข่าทงได้แต่กลับไม่ได้คะ รู้สึกว่าจะคืนได้ในเวลาราชการ ไม่เกิน 4 หรือ 5 โมงเย็นนี่แหละคะ กว่าเราจะไปถึงก็เกือบสามทุ่มแล้วคืนบ่ได้ ก็ต้องเก็บกลับมาเป็นที่ระลึก ปล.ใครจะไป ซื้อต่อเราได้นะ 555


กลับบ้านแล้วสรุปค่าใช้จ่ายแล้วก็พอๆ หรือถูกกว่าทัวร์ไม่มากหรอกคะ เราก็ได้ไปตามเส้นทางของตัวเอง ทั้งเหนื่อยและมีจุดพลาด แต่ก็ไม่ต้องไปแวะตามโรงงานหยก, บัวหิมะ บลาๆๆ ก็ได้อีกอรรถรสนึงคะ

>>>จบทริปนี้แล้วจ้า เจอกันใหม่ทริปหน้านะจ้ะ<<<



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รีวิว/สปอยล์ : องค์หญิงใหญ่ : หวนชะตารักอนันตกาล : The Princess Royal (2024)

**คำเตือน เนื้อหาบางส่วนเป็นสปอยล์** ช่วงปีสองปีนี้ซีรีส์จีนเต็มไปด้วยพล๊อตย้อนเวลา องค์หญิงใหญ่ ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นพล๊อตย้อนเวลาแต่พิเศษหน่อยตรงที่ไม่ได้ย้อนกลับมาแค่คนเดียว ซีรีส์เดินเรื่องด้วยมุมของนางเอก องค์หญิงใหญ่หลี่หรง    (รับบทโดย จ้าวจินม่าย) ราชธิดาองค์โตของ “หลี่หมิง” ฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ย   ถึงซีรีส์จะเล่าเรื่องผ่านหลี่หรง แต่มีเส้นเรื่องหลักซ้อนกันอยู่ คือ  (1) ฮ่องเต้ที่ไม่ต้องการให้ขุนนางมีอำนาจมากเกินไป ความวิตกเกี่ยวกับรัชทายาทที่ความสามารถไม่โดดเด่น ความอยากได้อยากมีของสนม และฮองเฮา (ถึงพวกนางจะแข่งกันเพื่อตระกูลแต่ส่วนนึงก็เป็นเพราะความน้อยใจที่มีต้องฮ่องเต้ด้วย)  (2) องค์หญิงใหญ่หลี่หรง ในมุมนึงเพื่อสนับสนุนน้องชาย นางจึงทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตำแหน่งรัชทายาทต้องตกเป็นของคนอื่น และเพื่อไม่ให้ฮ่องเต้ระแวงเกินไป นางยอมแต่งงานกับเผยเหวินเซวียน ขุนนางเล็กๆ จากตระกูลที่ไม่มีอำนาจ  (3) ซูหรงชิง ขันที จากตระกูลซูที่เคยยิ่งใหญ่แต่กลับพ่ายแพ้ในเกมการเมือง  (4) เผยเหวินเซวียน ขุนนางเล็กๆที่ตกหลุมรักองค์หญิงใหญ่  (5) หลี่ซวน องค์รัชทายาท...

รีวิว/สปอยล์ : ก๊อก ก๊อก.. เคาะเรียกผี

  (2023)  ก๊อก ก๊อก.. เคาะเรียกผี ( Cobweb ) Cobweb หนังสยองขวัญเรื่องใหม่จากผู้สร้าง IT เนื้อเรื่องง่ายๆ บอกเล่าผ่านตัวละคร เด็กชายปีเตอร์ ผู้โดดเดี่ยวไม่มีเพื่อนที่โรงเรียน โดนเพื่อนแกล้งอยู่เสมอ อาศัยอยู่กับพ่อแม่ในบ้านหลังหนึ่ง กลางดึกคืนหนึ่งปีเตอร์ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากกำแพงในห้องนอน เด็กชายลองเคาะผนังไปสองสามทีปรากฎเสียงเคาะกลับมา !!! ปีเตอร์เรียกแม่ให้มาดู แม่ลองเคาะบ้างแต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา ในอีกคืนหนึ่งผู้เป็นพ่อมาเคาะบ้างเจ้าผนังก็ยังเงียบ พ่อจึงบอกปีเตอร์ว่าบ้านเก่าแล้วและมีหนูอยู่ในผนังจึงเอายาเบื่อหนูมาโรย ยาเบื่อหนูที่มีกลิ่นคล้ายอบเชย ที่โรงเรียนมีครูประจำชั้นคนใหม่เข้ามาชั่วคราวครูสังเกตความผิดปกติบางอย่างในตัวปีเตอร์ โดยเฉพาะเมื่อวันนึงปีเตอร์วาดภาพแปลกๆ ด้วยความใส่ใจครูจึงไปหาแม่ปีเตอร์ที่บ้าน แต่แม่ก็มีท่าทีแปลกๆ ชวนสงสัยอยู่ตลอด แต่ครูใหญ่ก็บอกว่าในเมื่อเด็กชายไม่มีอาการผิดปกติชัดเจนก็ไม่ควรไปยุ่ง ครอบครัวนี้อาจจะห่วงลูกชายมากหน่อยเพราะหลายปีก่อนเคยมีเด็กหญิงหายไปจากบ้านก่อนวันฮัลโลวีน อาจจะเป็นมุมกล้องหรือวิธีเล่าเรื่องที่ทำให้เราคิดได้สารพัดว่าปีเต...

รีวิว/สปอยล์ : แดนสนธยา ตอน ธงพญาอินทรีย์ : Novoland-Eagle flag

<<เลเวล ตั้งใจดู>> <<9/10>> เขาเกิดมาพร้อมคำทำนายที่ว่าจะทำให้คนข้างกายต้องมีอันเป็นไป..... ซีรีย์กำลังภายในแฟนตาซีกึ่งประวัติศาสตร์ <แดนสนธยา ตอน ธงพญาอินทรีย์ : Novoland-Eagle flag> ที่เราว่ากึ่งประวัติศาสตร์เพราะโทนของซีรีย์เป็นสไตล์นั้นจริงๆ ส่วนตัวเราว่าเรื่องนี้เป็นซีรีย์ที่ค่อนข้างครบรส มีกำลังภายใน มีมิตรภาพ มีความรัก ท่ามกลางฉากหลักสไตล์ประวัติศาสตร์ที่หนักแน่น มีดีเทลไปถึงวัฒนธรรมของแต่ละภูมิภาค เสื้อผ้าหน้าผม แตกต่างกันในคนละแคว้น คุ้มค่ากับ 56 ตอนที่ควรตั้งใจดู ขอเล่าแบบที่พอจะจำได้ ซีรีย์เรื่องนี้เล่าเรื่องผ่านตัวละคร อาซูเล่อ ผ่านชีวิตของเขาตั้งแต่เป็นวัยรุ่นที่มีโรคประจำตัวร่างกายอ่อนแอ ไปจนกระทั่งเติบใหญ่กลับบ้านเมืองดูแลเผ่าของตัวเอง อาซูเล่อ เกิดมาพร้อมคำทำนายที่โหดร้าย ทำให้พ่อของเขาต้องส่งเขาไปเลี้ยงดูที่อื่น เมื่อเติบโตจึงได้รู้ว่าตัวเองคือชื่อจื่อ(รัชทายาท) ของเผ่าชิงหยาง อาซูเล่อเติบโตมาพร้อมกับพี่สาวและเด็กสาวที่เป็นใบ้ชื่อซูหม่า การตายของทั้งคู่ฝังใจเขามาก (ไม่รู้ว่าซูหม่าเป็นรักแรกของอาซูเล่อรึเปล่าไม่ค่อยแน่ใจ) อาซ...