จากร้ายๆ จะกลายมาเป็นนางเอกแว้วววว

เปิดตัวจองยูมิ (Jung Yu Mi) นางเอกคนใหม่ของคิมฮยอนจุง (Kim Hyun Joong) ในละคร "City Conquest"



เปิดตัวจองยูมิ (Jung Yu Mi) นางเอกคนใหม่ของคิมฮยอนจุง (Kim Hyun Joong) ในละคร "City Conquest"
นักแสดงสาวจองยูมิ (Jung Yu Mi) เตรียมรับบทนำหญิงในผลงานละครเรื่องใหม่ล่าสุดของพระเอกหนุ่มคิมฮยอนจุง (Kim Hyun Joong)
ในวันที่ 27 มิถุนายน Neos Entertainment ต้นสังกัดของจองยูมิเปิดเผยว่า "จองยูมิตัดสินใจเซ็นสัญญาร่วมงานในบทบาทของอีดันบิ (Lee Dan Bi) ผู้ซึ่งมีอาชีพเป็นนักออกแบบเครื่องประดับ ในผลงานละครเรื่อง “City Conquest" ครับ" 
หลังจากที่ต้องเจอกับเจ้าชายในสมัยราชวงศ์โชซอนจากละคร "Rooftop Prince" และเป็นสถาปนิกในละคร "Thousand Days Promise" มาแล้วนั้น ล่าสุดจองยูมิจะต้องมาเผชิญหน้ากับชายหน่มผู้ซึ่งกำลังหาทางมาแก้แค้นสังคม
"จองยูมิตัดสินใจก้าวต่อไปข้างหน้า เพราะว่าเธอต้องการที่จะแสดงให้ผู้ชมได้เห็นด้านที่แตกต่างออกไปจากผลงานเก่าๆ ของเธอครับ" ต้นสังกัดกล่าว 
ละครเรื่องนี้สร้างมาจากการ์ตูนชื่อเดียวกันในผลงานการเขียนของชินฮยองบิน (Shin Hyung Bin) เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแพคมีร์ (Baek Mir) รับบทโดยคิมฮยอนจุง  (Kim) ผู้ซึ่งโทษพ่อของเขาที่ละทิ้งครอบครัว และเขาตัดสินใจที่จะแก้แค้นทุกสิ่งที่ทำให้ครอบครัวของเขานั้นถูกทำลาย 
นอกจากนั้นแล้วในละครเรื่องนี้ก็ยังร่วมแสดงโดยนักแสดงหนุ่มนัมกุงมิน (Nam Goong Min) ผู้ซึ่งมีผลงานจากละครเรื่อง MBC "Can You Hear My Heart"
ข้อมูลจาก
http://www.popcornfor2.com หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย

ชินมินอา (Shin Min Ah) แปลงโฉมเป็นผีสาวในศตวรรษที่ 21 ในละคร 'Arang and the Magistrate'

ชินมินอา (Shin Min Ah) แปลงโฉมเป็นผีสาวในศตวรรษที่ 21 ในละคร 'Arang and the Magistrate'
นักแสดงสาว ชินมินอา (Shin Min Ah) แปลงโฉมเป็นผีสาวสุดเพอร์เฟ็ค
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน MBC ได้เปิดเผยภาพของชินมินอาจากละคร 'Arang and the Magistrate' ละครเรื่องใหม่ประจำวันพุธ-พฤหัสบดี ออกมาให้ชมกัน โดยในเรื่อง ชินมินอารับบทเป็น 'อารัง' ผีสาวที่สูญเสียความทรงจำ
'Arang and the Magistrate' เป็นละครที่สร้างขึ้นมาจากตำนานอารังที่เมืองมิลยัง คยองนัม โดยเป็นละครประวัติศาสตร์เมโล่แฟนตาซีที่เล่าถึงเรื่องราวการมาพบกันของ อารัง (รับบทโดย ชินมินอา) ผีสาวที่สูญเสียความทรงจำที่อยากจะรู้ความจริงเรื่องความตายอย่างไม่เป็น ธรรมของตัวเอง กับ อึนโอ (รับบทโดย อีจุนกิ) นายอำเภอที่มีความสามารถในการมองเห็นวิญญาณ
ชินมินอาที่มารับงานละครแนวประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้เป็นครั้งแรก และเป็นผลงานละครทางช่อง MBC เรื่องแรกของเธอ กล่าวว่า "อารังเป็นตัวละครที่กล้าหาญแล้วก็เด็ดเดี่ยว ถึงจะชอบทำตามใจตัวเอง หยาบกระด้าง และดูถูกคนอื่น แต่ก็เป็นตัวละครที่น่ารักค่ะ"
โดยในเรื่องชินมินอาจะได้แสดงภาพลักษณ์ที่แตกต่าง เช่น การเปิดศึกแย่งชิงอาหารกับเหล่าวิญญาณอาฆาตตนอื่นๆ และการไล่ตามทูตแห่งความตาย เป็นต้น ซึ่งชินมินอากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ฉากพวกนี้เป็นฉากที่เหมาะกับการแสดงออกถึงการต่อสู้ทางกายภาพมากกว่าฉาก แอ็คชั่นที่หรูหราค่ะ ดังนั้นฉันจึงพยายามที่จะจดจ่อกับอารมณ์และสถานการณ์มากกว่าการเตรียมตัวใน ฉากแอ็คชั่นค่ะ"
อนึ่ง 'Arang and the Magistrate' กำลังได้รับความคาดหวังจากการร่วมงานกันของนักเขียนบท จองยูนจอง กับผู้กำกับ คิมซังโฮ ที่เคยกำกับละคร 'Fantasy Couple', 'Can You Hear My Heart' และได้แคสติ้งนักแสดงนำ อาทิ อีจุนกิ, ชินมินอา, ยอนอูจิน, ยูซึงโฮ ฯลฯ โดยละครจะออกอากาศต่อจากละครเรื่อง 'I Do I Do' ในเดือนกรกฎาคม

ข้อมูลจาก
http://www.popcornfor2.com หากนำไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย

บ่นวงการบันเทิง "อีจุนกิ" เชื่อทำงานหามรุ่งหามค่ำเสียมากกว่าได้

บ่นวงการบันเทิง "อีจุนกิ" เชื่อทำงานหามรุ่งหามค่ำเสียมากกว่าได้
      นักแสดงหนุ่มคนดังแห่งคลื่นบันเทิงเกาหลีใต้ "อีจุนกิ" ออกมาให้ความเห็นในแง่ลบถึงการทำงานในวงการบันเทิงของประเทศบ้านเกิด ที่เป็นไปอย่างหนักหน่วงไร้ขีดจำกัด แบบไม่ได้หลับได้นอน 24 ชั่วโมง ที่เขามองว่าจะเป็นผลร้ายมากกว่าจะเป็นผลดี
     
       เมื่อวันพฤหัสที่แล้วดาราหนุ่มคนดัง อีจุนกิ ได้ทวีตข้อความถึงการทำงานหนักในแบบของคนเกาหลีใต้ ที่คนภายนอกมักจะมองอย่างชื่นชม แต่ตัวเขาที่เป็นคนเกาหลีเองกลับไม่ได้คิดแบบนั้นเลย
     
       "ผมมีเพื่อนชาวอเมริกันที่คิดว่า เกาหลีนี่เป็นประเทศที่สุดยอดในโลกเลย เขาคนนั้นบอกว่าทุกอย่างสามารถมาส่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง, ร้านเปิดกันตลอด 24 ชั่วโมง, ตลอดเวลาจะมีคนทำงานกัน, บริการรับจอดรถ, รถรับจ้าง, ทุกคนเต็มไปด้วยพลัง, ทำงานกันอยู่ตลอด" พระเอกหนุ่มกล่าว
     
       อย่างไรก็ตามในมุมมองของเขา กลับไม่ได้คิดว่าเกาหลีใต้จะเป็น "ดินแดนแห่งปาฏิหาริย์" อะไรแบบนั้น เพราะหากทุกคนต้องทำงานอย่างหนักหน่วงแบบไม่มีขีดจำกัดต่อไป อนาคตของวงการก็คงมีปัญหาแน่ ๆ
     
       "แน่นอนว่าประเทศนี้เต็มไปด้วยพลัง แต่ลองคิดดูครับ ถ้าทีมงานกับนักแสดงในกองถ่ายซีรีส์เรื่องหนึ่งทำงานกัน 24 ชั่วโมง โดยไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย นั่นไม่ใช่เรื่องถูกต้องแล้ว ถ้าคุณอยากให้ซีรีส์เกาหลีใต้มีอนาคตต่อไป คุณก็ต้องมีร่างกายที่ทรหดอดทนตลอดไปด้วย ก็หวังว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะดีขึ้นนะครับ"
     
       โดย อีจุนกิ ที่เพิ่งจะปลดประจำการจากหน้าที่รับใช้ชาติมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน กำลังจะมีผลงานซีรีส์เรื่อง Arang and the Magistrate แพร่ภาพออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ MBC ที่เขาจะได้ร่วมงานกับ ชินมินอา ในเรื่องราวแนวย้อนยุคแฟนตาซี ที่จะเล่าเรื่องของ อึนโอ (อีจุนกิ) นายอำเภอหนุ่มผู้มีสัมผัสพิเศษในการมองเห็นวิญญาณ กับ อารัง (ชินมินอา) ผีสาวที่อยากรู้ความจริงเรื่องการตายของตัวเอง
ข้อมูลจาก
http://www.manager.co.th/
 


ข้อมูลจาก http://www.popcornfor2.com

อยากเอ่ยถึงซักหน่อย Frozen Flower

เชยมากมายนะที่เพิ่งดูหนังเรื่องนี้ แต่จริงๆ เล็งว่าจะดูตั้งแต่มีข่าวว่าโจอึนซองจะแสดง แต่มีคุณพี่ท่านหนึ่ง (เป็นเกย์) บอกเราว่า เลิฟซีนแรงนะ ดูไหวเหรอ ...อ่านะ..หนังเกย์ เลิฟซีนแรง ..บอกตรงๆ ไม่กล้าดู จนวันนี้บังเอิญได้ดูผ่านฟรีทีวี ทางจานดาวเทียมแบบ อันเซ็นเซอร์ คือนะ...มันแบบ...เอาเป็นว่าเราไม่เอ่ยถึงละกันไอ้ฉากเลิฟซีนเนียะ

เปิดหาข้อมูลมา พบว่านี่เป็นเรื่องจริงของกษัตริย์คนหนึ่ง!! โอววมายก้อดดด สนมเยอะแยะ คิดอะไรอยู่ ตอนคิงพยายามจะมีอะไรกับควีน คิงท่านว่า "ทำไม่ได้"  โอววววววววว

ในเรื่องเนื้อหา เนื้อเรื่อง แน่นอนว่าทำได้ดีสไตล์เกาหลี อ้างอิงเรื่องจริง และแต่งเรื่องรักสามเส้า เข้าไปได้เนียนๆ รวมไปถึงบทพูด ตัวละคร การดำเนินเรื่อง ยังคงแฝงสาระ ที่ต้องการสื่อ (แม้จะไม่ค่อยรับรู้เท่าไหร่เพราะ ไอ้ฉากเลิฟซีนนี่แหละ)

บทวิจารณ์ตัดมาจาก http://starpics.co.th/board/index.php?topic=673.0





หนัง เกาหลีอีกเรื่องที่เจริญรอยตามความสำเร็จของ King and the crown แม้เปลือกนอกและรูปแบบการนำเสนอเหมือนจะไปในแนวเดียวกัน แต่หากวัดกันที่มาตรฐานงานสร้าง ชั้นเชิงการเล่าเรื่องและความราบรื่นลื่นไหลของอารมณ์ ในความคิดของผม King and the crown ก็ยังโดดเด่นและยอดเยี่ยมกว่าอย่างเห็นได้ชัด (โดยไม่ต้องอาศัยฉากอย่างว่ามาเป็นอีกแรงหนึ่งในการโปรโมต)




แต่หากมุ่งพิจารณาไปที่เนื้อหาของ Frozen Flower เป็นสำคัญ ก็ยังปรากฏสารัตถะที่น่าสนใจ ควรแก่การขบคิดและชวนให้ถกกันได้อยู่ไม่น้อย

พล็อต เรื่องว่าด้วยรักสามเส้าที่แสนจะโบราณเหมาะสมกับยุคสมัยตามท้องเรื่อง หนังเริ่มต้นอย่างไม่ซับซ้อนแต่กลับค่อยๆ ตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ ก่อนที่จะระเบิดไคลแม็กซ์และลาโรงจบไปอย่างเรื่องโศกนาฏกรรมของเช็คสเปียร์




พระ ราชาแห่งราชวงศ์โครยอปกครองแผ่นดินภายใต้การเป็นอาณานิคมของราชวงศ์หยวนแห่ง มองโกล พระองค์มีพระมเหสีแต่ด้วยรสนิยมโปรดเพศเดียวกันจึงไม่อาจมีพระโอรสสืบราช บัลลังก์ได้ หลังถูกกดดันทางการเมืองจากเจ้าอาณานิคมครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่องการให้ กำเนิดพระโอรส พระราชาทรงคิดหาทางออกด้วยการให้องครักษ์คนสนิทซึ่งพระองค์ไว้ใจที่สุดช่วย กระทำภารกิจนี้แทน เพราะบัญชาพระราชาทำให้ทั้งองค์รักษ์และพระมเหสีต้องตกอยู่ในภาวะฝืนใจทน ต่อมาความรู้สึกขัดแย้งจากปฏิสัมพันธ์ทางเรือนร่างของทั้งสองก็ค่อย ๆ พัฒนาการกลายเป็นความรัก ในขณะเดียวกัน ความไว้วางใจของพระราชาซึ่งถูกทรยศก็กลายสภาพเป็นไฟโทสะที่ไม่อาจควบคุม




ความ สัมพันธ์ของคนทั้งสามคลุมเครือไปด้วยแรงใคร่และความรัก ความไม่ชัดเจนของพฤติกรรมตัวละครนี้เองที่ก่อให้เกิดการตีความได้หลากหลาย ของผู้ชม ว่าระหว่างตัวละครคู่ไหนที่รักกันจริงหรือผูกพันกันแค่เรื่องกามารมณ์

คล้าย ว่าจะง่ายดายแก่การจำแนกแยกแยะ แต่บ่อยครั้งที่ทั้งสองอารมณ์นี้มักเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสิ่งหนึ่งก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งผสมปะปนอยู่ เป็นหยินหยางระหว่างความรักและความใคร่ เหมือนหยินหยางระหว่างชายและหญิงในเพศสภาพที่เรียกว่าโฮโมเซ็กซ์ชวล




Frozen Flower นอกจากจะสะท้อนสภาพจิตและวิธีคิดของมนุษย์ หนังยังอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นธรรมชาติในทางการเมืองหรือสังคม หนังวางคู่ความสัมพันธ์ได้น่าสนใจระหว่างผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า (ฝ่าย active) และผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง (ฝ่าย passive) เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชาซึ่งเป็นเจ้าปกครองแผ่นดินกับองค์รักษ์ (อาจตีความได้ถึงบทบาทในความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างผู้คุมเกมและผู้ยอมตาม ท่าทีในฉากประดาบซึ่งพระราชามีความสามารถเหนือกว่า หรือแม้แต่ฉากภาพเขียนที่พระราชาวาดฝันให้ตัวเองดำรงฐานะเป็นผู้นำอยู่เสมอ) บทบาทระหว่างชาย-หญิงในลีลาการร่วมรักระหว่างองค์รักษ์และมเหสี (ซึ่งมีฝ่ายชายเป็นผู้นำ) ความสัมพันธ์ในลักษณะของศัตรูคู่อริระหว่างองค์รักษ์ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วย ทหารกับรองหัวหน้าจอมเจ้าเล่ห์ที่จ้องจะเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา (รองหัวหน้าแสดงอาการไม่พอใจเสมอเมื่อต้องอยู่ในฐานะที่ต่ำต้อยกว่าหัวหน้า) หรือแม้แต่การที่ราชวงศ์โครยอจำต้องตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นข้าอาณานิคมของราชวงศ์หยวนอันยิ่งใหญ่




ความ สัมพันธ์แต่ละคู่แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน แต่กลับสะท้อนธรรมชาติประการหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือไม่มีใครต้องการถูกกดขี่ ไม่มีใครต้องการตกเป็นเบี้ยล่าง ทั้งในเชิงกายภาพและในจิตใจ ทุกคนล้วนต้องการอิสรภาพและกระหายที่จะลุกขึ้นมาเป็นนายตัวเอง ในระดับมนุษย์ปุถุชนย่อมปรารถนาสิทธิเสรีภาพในทางเลือก ในระดับของสังคมการเมืองระหว่างประเทศทุกชนชาติย่อมปรารถนาที่จะมีเอกราชและ อำนาจอธิปไตยของตนเอง




ความปรารถนาของแต่ละตัวละครถูกสะท้อนผ่านภาพนกในกรงของพระราชา

พระราชาติดอยู่ในกรอบกรงแห่งโบราณราชประเพณีและตกอยู่ภายใต้การครอบงำจากชาติมหาอำนาจ

องครักษ์ติดอยู่ในกรอบกรงแห่งหน้าที่จนกระทั่งแยกแยะไม่ออกระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่ต้องการ



พระ มเหสีซึ่งผมเปรียบนางเป็นเหมือนบุหงารมควัน แม้จะคงกลิ่นหอมอยู่ได้ยาวนานแต่ก็เป็นเพียงดอกไม้ที่แห้งเฉา ไม่เคยได้สัมผัสความชุ่มชื่นแห่งรสรักอย่างที่ผู้หญิงผู้ครองเรือนควรจะได้ รับจากสามี

Frozen Flower ใช้ตัวละครของพระราชาในมิติที่หลากหลาย ในแง่หนึ่งเขาคือชายหนุ่มที่ต้องการจะครองใจองครักษ์ผู้เป็นที่รักแต่ก็ต้อง ผิดหวังด้วยคำพูดเสียดแทงในฉากจบ ในอีกแง่หนึ่งพระราชาเป็นตัวแทนความเป็น “ชาตินิยม” พระองค์คาดหวังความจงรักภักดีจากเหล่าข้าราชสำนักแต่กลับต้องผิดหวังเพราะ ยังปรากฏคนคิดกบฏและฉ้อราษฎร์บังหลวง พระองค์ระเบิดแรงโทสะใส่ด้วยการสั่งประหารขุนนางเหล่านั้นเสียสิ้น




เรา อาจครองกลิ่นหอมหวนของบุหงาได้แสนนาน หรือครอบครองอิสรภาพของสิ่งมีชีวิตใดๆ ได้แม้กระทั่งมนุษย์ตราบตลอดอายุขัย (เห็นได้ชัดในฉากแรกที่ทหารหนุ่มลักลอบหนีออกจากวังกับนางสนมแต่ก็ไม่ สำเร็จ) ทว่าเรื่องของหัวใจกลับเป็นข้อยกเว้น เราห้ามความรักไม่ได้ฉันใด เราก็คงบังคับให้รักไม่ได้ฉันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติของความรักนั้นอยู่เหนือการครอบครองและควบคุม (ทั้งการบังคับให้รักตัวเราและการบังคับให้รักชาติรักแผ่นดิน)




ฉาก ควบม้าอันเป็นภาพฝันในตอนจบสื่อถึงอิสรภาพที่งดงามระหว่างพระราชาและ องครักษ์ เป็นภาพอุดมคติที่พระราชาได้ทำอย่างที่ใจนึกฝันและองค์รักษ์ก็ได้ แสดงออกอย่างเป็นตัวเอง ผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่ภาพฝันของคนสองคน แต่เป็นภาพฝันของสังคมโลก สังคมของมนุษยชาติที่เราจะอยู่ร่วมกันฉันท์มิตร ไม่ใช่ในฐานะที่ใครเหนือหรือต่ำกว่าใคร

...แค่ในฐานะของมิตรแท้ที่เท่าเทียม...


วิพากษ์วิจารณ์ได้ถูกใจเราจริงๆ โดยเฉพาะในย่อหน้าแรก เพราะหลังจากที่ดูจบ ก็รู้สึกว่า มันจำเป็นมั้ยกับฉากเลิฟซีน เร่าร้อน ขนาดนั้น (และบอกตรงๆ ว่านางเอกคนนี้ เราคิดไม่ถึงจริงๆว่า เธอจะยอมแสดงขนาดนั้น!!) แม้จะมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันบ้างในส่วนของเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ว่าแท้จริง นั้นคือรัก หรือ ใคร่ ซึ่งอาจจะต้องสังเกตกันในฉากเลิฟซีน แต่เราว่ามันก็ เยอะไปจริงๆ นะ^^


มีคำวิจารณ์น่าสนใจในอีกมุมหนึ่ง ตัดมาจากข้อคิดเห็น ในเวป http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=beerled&month=20-04-2009&group=1&gblog=40

ประเด็นหนึ่งจากหนังเรื่องนี้ ที่มีการอภิปรายมากที่สุดคือ "Love- not only lust after sex" กรณีองครักษ์ กับ มเหสี เป็นไปได้หรือ?
ในมุมมองเอาเฉพาะตามบริบทในหนัง..ไม่ได้หมายความว่าเกิดได้ทั่วไป..เป็นไปได้คะ ด้วยเหตุผลดังนี้

1. ทั้งคู่ต่างถูกกดให้อยู่ในอาณัติของพระราชามากว่า 10 ปีทำให้ต่างมีความเห็นอกเห็นใจ
..ฝ่าย องครักษ์แม้แสดงออกซึ่่งความผูกพันลึกซึ้งกับพระราชา แต่บทบาทที่ได้รับเป็นหัวหน้าองครักษ์ชายอีก 36 คน ขัดแย้งกับบทบาทเมื่อต้องมาปรนนิบัติราชา...ซึ่งวิถีความสัมพันธ์ชายกับชาย ของเขานั้นไม่ได้เริ่มด้วยความต้องการของเขาเอง..หากเป็นเพราะความคลุกคลี กันตั้งแต่เด็กและความภักดีในเบื้องแรก..

ฝ่ายมเหสี โดนจับแต่งงานตามกุศโลบายการเมือง อาจด้วยมเหสีมีอำนาจต่อรองการเมืองเหนือพระราชา
(เห็น ได้จากฉากราชทูต มเหสีนั่งบัลลังก์ในขณะที่กษัตริย์ลงไปคำนับรับสาส์น) ราชาจึงบริหารอำนาจเหนือเธอด้วยการแสดงความห่างเหินเกินจำเป็น..ตอนที่มเหสี พูดกับองครักษ์ว่า "ได้ทำในสิ่งที่ฉันควรทำ" มีความหมายมากไปกว่าการร่วมเตียง แต่รวมถึง "pillow talk" ด้วย..ขณะเดียวกัน

ทั้งสองต่างจำใจ "ทำตามหน้าที่" ในการสร้างรัชทายาท..องครักษ์ทำตามคำสั่งนายเหนือหัว..มเหสีทำเพราะขัติยะ มานะบวกกับต้องการเอาชนะใจพระราชา...ไม่ได้มาจากความอยากสนุกคะนองของทั้ง คู่ - จึงแตกต่างจากกรณี One-stand night- สิ่งที่เกิดได้ ในขณะที่ one stand night ไม่เกิด คือ " Empathy"- ความเห็นอกเห็นใจ..เหมือนกับที่เกิดในทหารผู้จับศึกร่วมกัน

ตอนที่ มเหสียื่น ขนมสัญลักษณ์ความรัก ให้องครักษ์ แล้วบอกว่า " ฉันหวังจะได้ทำเช่นนี้ เช่นเดียวกับหญิงอื่นๆ" แล้วองรักษ์มีน้ำตานั้น อาจเป็นคำพูดสะกิดความรู้สึกภายในองครักษ์เองว่าเขาก็หวังจะทำหน้าที่ผู้นำ ครอบครัวเช่นเดียวกับชายอื่นๆ เช่นกัน

2. บุคลิกภาพของตัวละครเอง..องครักษ์ เป็นผู้ชายแบบที่มีความเป็นหญิงในตัว (แต่ไม่ใช่เกย์) คือ อ่อนโยน มีความเพ้อฝันถึงรักในอุดมคติ ดังนั้นเขาจึงคะนึงหาแต่มเหสี หากว่าเป็นการติดใจรสชาดแปลกใหม่ องครักษ์ไม่จำเป็นต้องเสี่ยง เข้าหามเหสีเท่านั้น..ฉากตอนองครักษ์เดินเล่นในตลาด หนังตั้งใจฉายให้เห็นหญิงงามเมืองยืนเชื้อเชิญและเพื่อนองครักษ์แสดงท่าทาง สนใจ แต่องครักษ์ก็ไม่ได้ชายตามองแม้แต่น้อย..
ฝ่ายมเหสี เป็นคนแข็งนอกแต่อ่อนใน..ภายนอกต้องพยายามเก็บอารมณ์เพื่อดูทรงอำนาจ แต่ภายใน โหยหาที่พึ่งเป็นอย่างมาก (การแต่งหน้า และแต่งตัว จะเห็นสองบุคลิกชัดเจน) จึงไม่แปลก ที่เธอจะตกหลุมรักองครักษ์หนุ่ม ที่แสดงความกล้าหาญปกป้องเธอได้ เมื่ออคติความคิดว่าเพราะเขาทำให้ราชาหมางเมินเธอในตอนแรกหมดไป...

หนัง เรื่องนี้มีการปูรายละเอียดตัวละครเยอะมาก แม้แต่ฉาก love scene ที่มีคนว่าเยอะไปหน่อย จริงๆ หากมองตีความในแง่สื่อให้เดาความคิดภายในใจ จากการแสดงออก ก็จะเห็นศิลปะในอีกแง่มุมหนึ่งคะ

โดย: คนเพิ่งได้ดู IP: 169.230.100.46 วันที่: 15 พฤศจิกายน 2553 เวลา:4:07:29 น. 



ขอพูดอีกซักนิด มีผู้ชมบางท่านแสดงความเห็นในเวปพันธ์ุทิพย์ว่า ในตอนสุดท้ายนั้น ฮองริมเพิ่งรู้ตัวว่ารัก คิงจากการหันหน้ามามองเขา ในความคิดเรา เหมือนฮองริม อยากจะถามมากกว่าว่า ทำไมท่านถึงทำแบบนี้ หลอกให้เข้าวังมาเพื่อ???ให้เรื่องจบแบบนี้???
(คิงหลอกว่าได้สังหารควีนไปแล้ว ซึ่งทำให้ฮองริมโกรธแค้น บุกเข้าวังเพื่อเอาชีวิตคิง ในขณะที่คิงยังคงมีความหวังเล็กๆ ว่าเขาจะกลับมา (เดาๆนะ) แต่สุดท้ายเรื่องราวก็จบแบบเศร้าตามแบบฉบับของเกาหลีเขาจริงๆ  -"-)

CSI : NY

ช่วงนี้งานยุ่งๆ และกำลังติด ซีรีย์ CSI : NY จนไม่มีเวลาทำเรื่องย่อสามก๊กต่ออย่างที่ตั้งใจไว้ และยังไม่แน่ใจว่า ซีรีย์เกาหลีที่จะทำต่อเป็นเรื่องอะไรดี^^ วันนี้ขอเอา CSI : NY มาแปะไว้หน่อย^^

ข้อความจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=hamuhamoo&month=04-2009&group=5&date=08&gblog=1

ปฐมบท แห่ง CSI : NY


CSI: NY (Crime Scene Investigation: New York) หรือ CSI นิวยอร์ก ซีรีส์ที่เกี่ยวกับการทำงานของตำรวจแยกเนื้อเรื่องออกมาจาก CSI: Crime Scene Investigation หรือ CSI และ CSI: Miami หรือ CSI ไมอามี่ มีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ทีมนักนิติเวชวิทยา ซึ่งตั้งอยู่ใน นิวยอร์ก หน่วยนี้จะสืบสวนสอบสวนการเสียชีวิตที่เป็นปริศนา ผิดธรรมดา และบางครั้งก็น่าสยดสยอง เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริงและความเป็นมาของผู้ที่เสียชีวิต พวกเขายังสอบสวนอาชญากรรมร้ายแรงอื่น ๆ ด้วย แต่แกนสำคัญส่วนใหญ่ของเรื่องมักจะเป็นการฆาตกรรม

CSI: NY ถูกแยกมาจาก CSI: Miami หรือ CSI ไมอามี่ 2 ครั้ง ครั้งแรกในซีซั่นที่ 2 ตอน MIA/NYC NonStop ในตอนนี้ วัยรุ่นสาวกลับจากงานปาร์ตี้ใหญ่ที่ ไนท์คลับที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เมื่อมาถึงที่บ้านก็พบว่า พ่อแม่ของเธอ ได้ถูกฆาตกรรมแล้ว จากหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ ทำให้โฮราชิโอ้เชื่อว่าฆาตกรต้องอยู่ในนิวยอร์ก เมื่อเขาเดินทางไปยังนิวยอร์ก เขาได้รับความช่วยเหลือจากนักสืบ แม็ค เทย์เลอร์ หัวหน้าทีม CSI นิวยอร์ก และเหล่าลูกทีมของแม็ค ที่ประกอบไปด้วย นักสืบ สเตลล่า โบเนเซร่า, นักสืบ แดนนี่ เมสเซอร์, นักสืบ ไอเด้น เบิร์น (ตอนหลังเสียชีวิต ในซีซั่นที่ 2 ตอน Heroes) และด็อกเตอร์ เชลดอน ฮอว์คส์ ในการคลี่คลายคดีนี้ว่าใครเป็นฆาตกร

ครั้งที่ 2 ในซีซั่นที่ 4 ตอน Felony Flight ในตอนนี้ นักสืบ แม็ค เทย์เลอร์ จาก นิวยอร์ก เดินทางมายัง ไมอามี่ เพื่อช่วยเหลือ โฮราชิโอ้ ตามหาฆาตกรต่อเนื่อง เฮ็นรี่ เดนเรียส ก่อนที่เขาจะฆ่าเหยื่อรายต่อไป เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปมาสู่ CSI: NY ซีซั่นที่ 2 ตอน Manhattan Manhunt เมื่อ เฮ็นรี่ เดนเรียส ได้เดินทางหลบหนีมายัง นิวยอร์ก พร้อมตัวประกันซึ่งเป็นนักเรียน เพื่อเรียกค่าไถ่จากครอบครัวของเธอ โดยโฮราชิโอ้ ได้เดินทางกลับมายัง นิวยอร์ก พร้อมกับ แม็ค เพื่อออกตามหาเขาต่อไป

ผู้สร้าง

* แอนโทนี่ อี. ซุยเคอร์ (Anthony E. Zuiker)
* คารอล เมนเดลซอห์น (Carol Mendelsohn)
* แอน ดอนนาฮิว (Ann Donahue)

ตัวละคร

* เจ้าหน้าที่พิสูจน์ที่เกิดเหตุ นักสืบระดับ 1 แม็ค เทย์เลอร์ - CSI Detective First Grade: Mack "Mac" Taylor (แสดงโดย Gary Sinise)

หัว หน้าทีม CSI ของซีรีส์นี้ เขาเกิดในเมือง ชิคาโก กระทั่งเขาตัดสินใจมาทำงานที่ กรมตำรวจชิคาโก ยึดมั่นในหลัก ทฤษฎีควอนตัม ในสาขาฟิสิกส์ ที่ว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน" และใช้มันในการไขปริศนาคดีที่สลับซับซ้อนเสมอมา การเสียชีวิตของภรรยา แคลร์ คอนราร์ด จากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 ได้เป็นปัญหา อาการนอนไม่หลับ ของเขาในเวลาต่อมา เขาเคยรับราชการตำแหน่งร้อยโท ในหน่วย นาวิกโยธิน ของ ราชนาวี สหรัฐอเมริกา เขาสนิทสนมกับสเตลล่า โบนาเซร่า และงานอดิเรกของเขา ก็คือ การเล่นกีต้าร์เบส ที่ คลับดนตรีแจส ทุกคืนวันพุธ ซึ่งความสามารถนี้ถูกค้นพบโดย ลินด์เซย์ มอนโร ในระหว่างการสืบสวน และเขาก็รู้วิธีการเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ รวมทั้งรู้ถึงวิธีการถือดาบซามูไรญี่ปุ่น และธนูอีกด้วย ในซีซั่นที่ 3 มีความสัมพันธ์อย่างเปิดเผยกับ ด็อกเตอร์ เพลย์ตัน ดริสคอล ซีซั่นที่ 4 เขาได้รับโทรศัพท์ลึกลับตอนเวลา 3.33 น. เป็นประจำ โดยค้นพบว่า โทรศัพท์ลึกลับนี้รู้แต่เพียงว่าเป็นมาจากบุคคลลึกลับเลข 333 ซึ่งภายหลังก็คือ ดิว เบนฟอร์ด และในขณะเดียวกัน ด็อกเตอร์ เพลย์ตัน ดริสคอล ตัดสินใจที่จะอยู่ ลอนดอน และไม่กลับมาที่ นิวยอร์ก อีก ตอน Down The Rabbit Hole อาการนอนไม่หลับของเขาเริ่มแย่ลง อันเนื่องมาจาก โทรศัพท์ลึกลับตอนเวลา 3.33 น. และเขาได้เล่าเรื่องให้กับ ดอน แฟล็ค เกี่ยวกับการที่ ด็อกเตอร์ เพลย์ตัน ดริสคอล ตัดสินใจที่จะอยู่ ลอนดอน ตอน Hostage เขาถูกจับเป็นตัวประกันในธนาคารโดย โจ อีธาน และ ตื่นขึ้นมาอย่างไม่ได้สติในรถใต้น้ำ ในซีซั่นที่ 5 ตอน Veritas

* เจ้าหน้าที่พิสูจน์ที่เกิดเหตุ นักสืบระดับ 1 สเตลล่า โบนาเซร่า - CSI Detective First Grade: Stella Bonasera (แสดงโดย Melina Kanakaredes)

เธอ เป็นลูกครึ่งกรีก - อิตาเลี่ยน ที่อาศัยอยู่ใน นิวยอร์ก ตั้งแต่เกิด เธอเป็นประเภทหญิงเหล็กสู้ไม่ถอยเพื่อความยุติธรรม และอุทิศการทำงานของเธอด้วยความมุ่งมั่นและความชาญฉลาด ความปรารถนาที่ไม่เคยเติมเต็มของเธอ ก็คือ การมอบความเป็นธรรมให้กับเหยื่อการฆาตกรรมที่โหดร้ายทารุณ เธอเป็นเด็กกำพร้าที่มีความเป็นอยู่อย่างลำบากตั้งแต่วัยเยาว์ ในสายตาเพื่อนร่วมงานของเธอ เธอเปรียบเสมือนเทพีแห่งเสรีภาพผู้สง่างามและหลักแหลม เธอสนิทสนมกับ แม็ค ตั้งแต่เป็นหัวหน้าทีมร่วมกัน ซึ่งเธอมีความกังวลเกี่ยวกับสภาวะร่างกายและจิตใจ ของเขาอยู่ตลอดเวลา ในซีซั่นที่ 2 ตอน All Access เธอฆ่าแฟน ที่มีอารมณ์แปรปรวนตลอดเวลา ที่ชื่อว่า แฟรงค์กี้ มาคา ด้วยความที่ไม่ตั้งใจ เพื่อป้องกันตัวเองจากการโดนทำร้ายของแฟนเธอ อันเนื่องมาจาก เธอมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ แม็ค มากเกินไป ทำให้เขาเกิดความหวาดระแวงในตัวเธอ ในซีซั่นที่ 3 เธอถูกเข้าใจผิดคิดว่า เป็น แคลร์ คอนราร์ด จาก รีด การ์เร็ท เด็กหนุ่มผู้ซึ่งได้รับของขวัญวันเกิดจากแคลร์และรับเป็นบุตรธรรม ก่อนที่เธอได้พบกับ แม็ค ขณะเดียวกัน เธอสงสัยว่าจะติดเชื้อ HIV จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง และภายหลังพบว่าผลเลือดของเธอเป็น ลบ โดยเธอได้ทดสอบผลเลือด ที่แล็บอาชญากรรม นิวยอร์ก จากความช่วยเหลือของ อดัม รอส เพื่อนร่วมทีม ที่ทำหน้าที่ในห้องแล็บนี้ ซีซั่นที่ 4 ตอน Deep เธอได้พบกับชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า ดิว เบ็ดฟอร์ด ในระหว่างการสืบสวน ซึ่งเขารู้สึกสนใจในตัวเธออย่างลึกซึ้งและส่งของขวัญไปให้เธอตลอดเวลา ซึ่งภายหลังพบว่า ดิว เบนฟอร์ด เป็นบุคคลลึกลับเลข 333

* เจ้าหน้าที่พิสูจน์ที่เกิดเหตุ นักสืบระดับ 3 แดนนี่ เมสเซอร์ - CSI Detective Third Grade: Danny Messer (แสดงโดย Carmine Giovinazzo)

เขา เติบโตมาจากครอบครัวที่เต็มไปด้วยกรอบและระเบียบวินัยในการดำเนินชีวิต แต่ส่วนตัวเขากลับสร้างสไตล์การทำงานตลอดจนการดำเนินชีวิตให้เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว นั่นคือการผสมผสานแนวความคิดในโลกของพวกที่ไม่ยอมรับและชอบแหกกฎ กับโลกของผู้สร้างกฎและควบคุมมัน เขาเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับดนตรีในช่วงเวลาที่สั้น และเคยเป็นนักเบสบอลที่ยอดเยี่ยม เขาเล่นมาตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงวิทยาลัย แต่ข้อมือหักระหว่างปะทะคู่ต่อสู้ ทำให้ต้องเลิกเล่นไปในที่สุด หลังจากนั้นเขาไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนตำรวจ และสำเร็จการศึกษาเป็นอันดับ 1 ในชั้น เขาได้รับการคัดเลือกเป็นการส่วนตัวจาก แม็ค มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม CSI เขาสนิทสนมกับ ดอน แฟล็ค เป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ นัก ในซีซั่นที่ 3 ตอน Snow Day เขาเริ่มมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งกับเพื่อนร่วมทีม ลินด์เซย์ มอนโร และถูกจับเป็นตัวประกัน พร้อมกับเพื่อนร่วมทีม อดัม อยู่ในคลังสินค้า ในซีซั่นที่ 5 ตอน The Box แดนนี่ได้รู้ว่าลินด์เซย์กำลังตั้งครรภ์ และในตอน Green Piece แดนนี่ได้แต่งงานกับลินด์เซย์

* เจ้าหน้าที่พิสูจน์ที่เกิดเหตุ นักสืบระดับ 3 ลินด์เซย์ มอนโร - CSI Detective Third Grade: Lindsay Monroe (แสดงโดย Anna Belknap) (เป็นตัวละครหลักในซีซั่นที่ 2 - ปัจจุบัน)

เธอ เคยทำงานอยู่ในทีม CSI เป็นเวลา 3 ปีที่ มอนทานา แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจตามฝันย้ายมาอยู่ที่ นิวยอร์ก หญิงสาวผู้กระตือรือล้นและพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา ความกระหายที่จะไขความลับเป็นแรงกระตุ้นให้เธอพร้อมอุทิศชีวิตในการทำงานให้ กับทีม CSI เป็นเพราะว่าถิ่นที่เธอกำเนิด ทำให้ แดนนี่ เมสเซอร์ เรียกเธอด้วยความรัก ว่า มอนทาน่า หรือ สาวลูกทุ่ง อยู่เป็นประจำ ตลอดช่วงซีซั่นที่ 3 เธอพยายามอยู่ห่างจากแดนนี่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกัน เธอพยายามลืมความทรงจำที่ถูกกระตุ้น จากความลับในอดีตของเธอที่ผ่านมา (ความทรงจำนั้นก็คือ เพื่อนๆ ของเธอถูกฆาตกรรมทั้งหมด แต่เธอรอดชีวิตเพียงคนเดียว) แต่หลังจากตอน Sleight Out of Hand เธอจึงได้ใกล้ชิดกับแดนนี่มากขึ้น และตอน Snow Day พวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ในซีซั่นที่ 5 ตอน The Box เธอได้รับผลการตรวจที่โรงพยาบาลว่าเธอตั้งครรภ์ และในตอน Green Piece ลินด์เซย์ได้แต่งงานกับแดนนี่

* เจ้าหน้าที่นิติวิทยา ด็อกเตอร์ ซิด แฮมเมอร์แบ็ค - Medicial Examiner: Doctor Sid Hammerback (แสดงโดย Robert Joy) (เป็นตัวละครหลักในซีซั่นที่ 5 - ปัจจุบัน เป็นตัวละครเสริมในซีซั่นที่ 2 - 4)

เจ้า หน้าที่นิติวิทยา ที่ถูกนิยามคำจำกัดความว่า "Off-the-charts Genius" หรือ "ยอดอัจฉริยะระดับแนวหน้า" ก่อนหน้านี้เคยเป็น หัวหน้าพ่อครัว และมาเป็นเจ้าหน้าที่นิติวิทยา ในเวลาต่อมา เขาเป็นคนชอบพูดและแสดงความคิดเห็นมากเกินไปในบางครั้ง แต่เขาก็มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งและความห่วงใยที่จริงใจ ต่อเพื่อนร่วมทีมของเขา (เห็นได้จากการที่เขาเชิญ แม็ค ไปร่วมงาน เทศกาล วันขอบคุณพระเจ้า กับครอบครัวของเขา เพราะไม่อยากให้ แม็ค ใช้ชีวิตในวันหยุดอยู่คนเดียว) ในซีซั่นที่ 3 ตอน The Ride In เขาเกือบจะเสียชีวิตจากอาการแพ้อย่างรุนแรง อันเนื่องมาจาก แซนด์วิชเนื้อที่เขากินเข้าไป แต่ สเตลล่า ช่วยเหลือไว้ได้ทันเวลา ปัจจุบันเขาแต่งงานแล้ว มีลูกสาว 2 คน ซึ่งคนหนึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่ วิทยาลัย และซีซั่นที่ 5 ตอน Page Turner เขาเกือบจะเสียชีวิต อันเนื่องมาจาก พิษกัมมันตภาพรังสีของผู้เคราะห์ร้าย ในห้องเก็บศพ

* เจ้าหน้าที่เทคนิค ห้องทดลอง อดัม รอส - Laboratory Technician: Adam Ross (แสดงโดย A.J. Buckley) (เป็นตัวละครหลักในซีซั่นที่ 5 - ปัจจุบัน เป็นตัวละครเสริมในซีซั่นที่ 2 - 4)

เจ้า หน้าที่แล็บเทคนิค จาก ฟินิกซ์ แอริโซนา เขามีความชำนาญด้าน พิสูจน์ร่องรอยจากหลักฐาน เป็นพิเศษ บางครั้งก็มาพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อ สร้าง หรือรวบรวมหลักฐานขึ้นมาใหม่ เขาไม่ชอบหิมะและอากาศเย็น เนื่องจากเขาพูดอยู่เสมอว่าเขามาจาก ฟินิกซ์ และเห็นว่าอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 85 องศาฟาเรนไฮต์ นั้นเย็นมากสำหรับเขา เขาเคยยอมรับว่า ระหว่างที่เขาเผากระดูกบางอย่างอยู่นั้น ก็ถูกพ่อของเขาข่มขู่และต่อว่า หลังจากนั้นเขาจำได้ว่า จะรู้สึกสะดุ้งและหวาดระแวงเป็นอย่างมากเวลามีใครบางคนตะหวาดและมาตีที่ไหล่ เขา ซึ่งทำให้เห็นว่า เขาถูกข่มขู่และทารุณกรรม ตั้งแต่เด็ก เขาได้ให้ความช่วยเหลือ สเตลล่า โดยใช้ชุดทดสอบ PCR เพื่อหาเชื้อ HIV เนื่องจากว่า เธอได้ถูกเศษกระจกบาด จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุแห่งหนึ่ง และสงสัยว่าเศษกระจกที่เปื้อนเลือดเหล่านั้นมีเชื้อ HIV ติดอยู่ และภายหลังพบว่าผลเลือดของเธอเป็น ลบ ในซีซั่นที่ 3 ตอน Snow Day เขากับเพื่อนร่วมทีม แดนนี่ ถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ในคลังสินค้า และถูกบุหรี่เผา ที่มือของเขาด้วย ซีซั่นที่ 5 ตอน Enough เขาได้รับจดหมายเตือนเกี่ยวกับเวลาการทำงานของเขาได้สิ้นสุดลงแล้ว อดัม ได้ไปพูดคุยกับ แม็ค ซึ่งเขาก็ไม่ทราบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แม็ค ได้โต้เถียงกับ หัวหน้านักสืบ ซินแคลร์ เกี่ยวกับการตัดงบประมาณการจ้างเจ้าหน้าที่ เพื่อซื้อเครื่องตรวจ ดีเอ็นเอ เครื่องใหม่ รวมทั้งสเตลล่าในภายหลังด้วย เพราะ เขาต้องการให้เธอยกเลิกการสั่งซื้อเครื่องตรวจ ดีเอ็นเอ เครื่องใหม่ โดยเธอคิดว่าเครื่องตรวจ ดีเอ็นเอ ใหม่ สามารถตามตัวฆาตกรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และ ใช้เจ้าหน้าที่น้อยลง แต่เมื่อสิ้นสุดการโต้เถียง แม็ค เลือกที่จะให้ อดัม อยู่ที่แล็บต่อไป ซึ่งภายหลัง ระหว่างการโต้เถียงของแม็ค และ สเตลล่า เขาก็ได้ยินเรื่องราวนี้ทั้งหมดอยู่ที่หน้าห้อง

* เจ้าหน้าที่พิสูจน์ที่เกิดเหตุ นักสืบระดับ 3 ด็อกเตอร์ เชลดอน ฮอว์คส์ - CSI Detective Third Grade: Doctor Sheldon Hawkes (แสดงโดย Hill Harper)

ก่อน หน้านี้เป็นหัวหน้าทีมด้านทีมนิติเวชของทีม CSI ซีรีส์นี้ เขาชื่นชอบความท้าทายในการชันสูตรศพในห้องเงียบๆ เป็นชีวิตจิตใจ ด้วยพรสวรรค์ระดับยอดอัจฉริยะในการเรียน เขาสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนอายุ 24 ปี เขาเป็นถึงหนึ่งในสมาชิกทีมศัลยกรรมชั้น นำของ สหรัฐอเมริกา ในซีซั่นที่ 2 เขาออกจากห้องชันสูตรศพและเริ่มออกงานภาคสนามกับเพื่อนร่วมทีม ในซีซั่นที่ 3 ตอน Rising Shane เขาถูกจับกุมในฐานะเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีปล้นและฆาตกรรมรายหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็รอดพ้นจากข้อกล่าวหา เพราะ เพื่อนร่วมทีมช่วยกันหาหลักฐานมัดตัว เชนส์ คาเซย์ ฆาตกรต่อเนื่องได้ (ฮอว์คส์ถูก เชน คาเซย์ ใส่ร้าย เนื่องจากก่อนหน้านั้นเขาเคยเป็นเจ้าหน้าที่นิติวิทยา ชันสูตรศพ แลน คาเซย์ ซึ่งเป็นพี่ชายของ เชนส์ คาเซย์ ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เขาไม่เชื่อว่าพี่ชายจะฆ่าตัวตายและแค้นใจมาก จึงได้ฆาตกรรมผู้เกี่ยวที่ข้องกับนี้คดี 3 คนที่เป็นพยาน และฮอว์คส์จึงตกเป็นเป้าหมายคนต่อไป ในฐานะคนที่เคยชันสูตรศพพี่ชายของเขา)

* เจ้าหน้าที่แผนกสืบสวน นักสืบระดับ 1 โดนัล "ดอน" แฟล็ค จูเนียร์ - Homocide Detective First Grade: Donald "Don" Flank Junior (แสดงโดย Eddie Cahill)

นัก สืบหนุ่มแนวฮาร์ดคอร์ ผู้ช่ำชองและรู้จักถนนทุกสายในนิวยอร์กเป็น อย่างดี ชนิดหลับตาเดินยังได้ เขาเป็นชายหนุ่มประเภทที่ไม่เคยสงสัยและตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง ทำหน้าที่เป็น นักสืบในแผนกสืบสวน เขารังเกียจคนเลวเข้ากระดูกดำ ด้วยไหวพริบที่ยอดเยี่ยมและมุมมองด้านนิติเวชอย่างลึกซึ้ง ดอน แฟล็ค ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ แม็ค เทย์เลอร์ และเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ในทีม CSI ได้เป็นอย่างดี เขาสนิทสนมกับ แดนนี่ และรับฟังปัญหาของ แดนนี่ อยู่เสมอด้วยความเต็มใจ เวลาที่เขามีปัญหา ในซีซั่นที่ 2 ตอน Charge of this Post เขาได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด อาการขั้นโคม่า แต่ซีซั่นที่ 3 อาการดีขึ้นและมาร่วมทีมกับเพื่อนทำงานตามเดิม ซีซั่นที่ 3 ตอน ...Come Around เขาให้ความช่วยเหลือ แม็ค ในการตอบคำถาม เกี่ยวกับการเสียชีวิตของฆาตกรต่อเนื่อง เคลย์ ด็อบสัน แก่ศาล ซีซั่นที่ 5 ตอน Veritas น้องสาวของเขาต้องเป็น ผู้ต้องสงสัย ในคดีปล้นธนาคาร ซึ่งภายหลังก็รอดพ้นข้อกล่าวหา ตอน Dead Inside ความจริงถูกเปิดเผยว่า น้องสาวของเขาเป็นคนติดสุราอย่างหนักและ ในตอนท้ายเขามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสนิทสนมกับนักสืบ เจสสิก้า แองเจิล ตอน Rush to Jugdement เขาตกที่นั่งลำบากอย่างหนัก เมื่อ ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิตในห้องสอบสวน ระหว่างการสอบปากคำ ทำให้เขาถูกยึดตราเครื่องหมายนักสืบ และ ลดตำแหน่ง ให้ไปนั่งที่โต๊ะประจำตำแหน่งชั่วคราว จนกว่าจะมีการสืบสวนเสร็จ ซึ่งภายหลังก็รอดพ้นข้อกล่าวหา อันเนื่องมาจาก เพื่อนร่วมทีมได้หาหลักฐานมาสนับสนุน

*เจ้าหน้าที่พิสูจน์ที่เกิดเหตุ นักสืบระดับ 3 ไอเด้น เบิร์น - CSI Detective Third Grade: Aiden Burn (แสดงโดย Vanessa Ferlito) (ตัวละครหลักในซีซั่นที่ 1 - 2 ตอน Grand Murder at Central Station)

เธอ เกิดในเมือง บรูคลิน หญิงสาวที่ครบสูตรทั้งจำนวนรอยหยักในสมอง และอัดแน่นไปด้วยเสน่ห์ความเซ็กซี่ที่ดึงดูดใจ มีความสามารถและทักษะสูงในการเอาตัวรอดกับชีวิตข้างถนน และสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความสามารถอันหลากหลายผนวกกับพรสวรรค์ด้านศิลปะ เธออุทิศตัวเองให้กับการสืบสวนในทีม CSI เธอกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะหากเป็นคดีที่เกี่ยวกับการพิสูจน์ซากโครงกระดูก เธอคือตัวเลือกอันดับหนึ่ง ในซีซั่นที่ 2 ตอน Grand Murder at Central Station หลังจากที่เพื่อนของเธอเป็นผู้เคราะห์ร้ายในคดี ข่มขืน จึงได้สร้างหลักฐานขึ้นมาเชื่อมโยงไปยังผู้ต้องสงสัย ดี.เจ. แพร็ท ซึ่งเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกรข่มขืนผู้เคราะห์ร้ายก่อนหน้านี้ เธอไม่เพียงแต่สร้างหลักฐานขึ้นมาเท่านั้น แต่ได้แกะผนึกซองหลักฐาน ซึ่งประกอบไปด้วย เส้นผมจำนวนหนึ่งของ ดี.เจ. แพร็ท ออกมาด้วย ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ แม็ค ไม่มีทางเลือกที่จะไล่เธอออก เพื่อปกป้องความซื่อสัตย์ต่อห้องแล็บ CSI ของเขาเอง เธอเองได้ยอมรับการตัดสินใจของเขา และแม็คได้ให้สัญญากับเธอว่าเขาจะหาหลักฐานจับตัว ดี.เจ. แพร็ท ให้ได้ หลังจากนั้นเธอจึงออกจากห้องแล็บไป และทำงานเป็นนักสืบเอกชน ซึ่งในขณะเดียวกันก็พยายามหาหลักฐานส่วนสุดท้ายที่จะมัดตัวเขา ในคดีข่มขืนให้ได้ และในตอน Heroes เธอถูกดักซุ่มและล่อลวงออกมา และถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมจาก ดี.เจ. แพร็ท หลังจากนั้นก็ถูกเผาอยู่ในรถที่ถูกขโมยมาก่อนหน้านี้ หลังจากที่เธอสืบดูพฤติกรรมของเขาเป็นเวลานับเดือน ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต ได้ทิ้งหลักฐานชิ้นสำคัญ คือ ร่องรอยกัดบนเบาะรถยนต์ ในขณะเดียวกันเธอได้กัดบนท่อนแขนของเขาด้วย โดยเธอรู้ว่ามันสามารถเชื่อมโยงไปถึงตัวเขาได้จากสิ่งนี้ การถูกฆาตกรรมของเธอ นำความสะเทือนใจมาแก่เพื่อนร่วมทีมทั้งหมด

ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ซีเอสไอ:_นิวยอร์ก

แอ่วเหนือ..เมืองลำปาง^^


ไปทำธุระที่ลำปางสองสามวัน เดินทางโดยรถทัวร์ของสยามเฟิส หลับสบายหายห่วง เพราะที่นั่งดีกว่าตอนไปนางยวนเกาะเต่ามาก (ทริปนั้นยังไม่ได้เล่าแฮะ ไว้จะมาเล่าวันหลังนะคร่ะ^^)

ที่พักอยู่แถวๆ สะพานรัษฎา เช้าๆ ก็เดินข้ามสะพานไปตลาดหาของกินซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านทั้งน้านนน ไม่ใช่ตลาดสำหรับนักท่องเที่ยว แม่ค้าก็อู้คำเมือง น่าฮักขนาดดด ^^
ข้าวเหนียวห่อด้วยใบบอน 

เจ้าถิ่นเขาแวะไปทำธุระที่ธนาคาร ช่วงว่างๆ ระหว่างรอก็เหลือบไปเห็นอาคารสมัยเก่า สไตล์ที่ชอบ เลยชะแว้บบบ ไปแอบส่อง
เข้าไปดูข้างในไม่ได้เขาล็อค แป่วววว 
พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย 


 พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ตั้งอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาลำปาง ถนนฉัตรไชย รวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้านการเงินการธนาคาร อาคารพิพิธภัณฑ์นี้ในอดีตเคยเป็นบริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด สาขาลำปาง สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้คัดเลือกให้อาคารนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2540 ธนาคารไทยพาณิชย์ จึงได้ปรับปรุงอาคารดังกล่าวเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารไทยขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานอันเอื้อประโยชน์ในการเผยแพร่ความรู้ประวัติการก่อกำเนิดธนาคาร และชั้นล่างจัดแสดงสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้ในธนาคารในยุคเริ่มก่อตั้ง อาทิ สมุดบัญชีเงินฝาก เคาน์เตอร์ธนาคาร และเครื่องพิมพ์บัญชี ชั้นบนเป็นห้องพักของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สมัยเป็นผู้จัดการสาขาที่นี่
ผู้สนใจต้องเข้าชมเป็นหมู่คณะโดยติดต่อที่ โทร. 0 5422 5062, 0 5421 7064, 0 5421 7251


ชอบจริงๆนะสถาปัตยกรรมในยุคนี้หรือสไตล์นี้ ไม่แน่ใจว่า เป็นชิโนโปรตุกีส นีโอคลาสสิค หรือยังไงแน่ เรียกไม่ถูกอ่ะ --'
ที่ลำปางก็มีตึกแถวเก่าๆ ที่น่าอนุรักษ์ไว้หลายอาคาร ถ้าใครเคยไปเดินเล่นที่ตลาดกองต้า ก็จะเห็นอาคารไทยสวยๆ อยู่หลายอาคาร แต่ทริปนี้เราไม่ได้เก็บภาพมา มัวแต่ชอปปิ้ง^^ ได้มาแต่ภาพตึกแถว ที่นั่งรถผ่าน แหะๆ


และแล้วก่อนกลับหนึ่งวันก็ได้มีโอกาสไปนมัสการพระธาตุลำปางหลวง (อยากไปมานาน หลังจากดูละครเรื่องอธิษฐานรัก ที่พระเอกนางเอกไปพบกันที่นี่ ก็อยากไปขึ้นมาในทันที 555)


แผนผัง ที่มา http://www.sri.cmu.ac.th/


ตอนเ้ข้าไปไม่ได้เข้าทางประตูโขง จะมีซุ้มประตูอยู่ด้านข้างเข้าไปจะพบวิหารหลังใหม่สวยงามอยู่หลังหนึ่งและก่อนเข้าสู่บริเวณวัดจะเห็นต้นไม้มีไม้ค้ำไว้มากมาย ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า ไม้ค้ำสะหลี เป็นความเชื่อเกี่ยวกับการสืบดวงชะตา ของชาวล้านนา จะพบเห็นได้ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ

ประเพณี แห่ไม้ค้ำโพธิ์

องค์พระธาตุ

  องค์พระธาตุดูคล้ายๆ พระธาตุดอยสุเทพ น่าจะเป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน ...รึเปล่า^^







วิหารพระเสาร์ศิลา ตั้งอยู่ด้านหลังองค์พระธาตุ


อุโบสถ ...หลังคางามมากๆ

ภาพพิพิธภัณฑ์ อยู่ด้านนอกระเบียงคต จะเห็นยอดองค์พระธาตุด้านหลังต้นไม้


ซุ้มทางเข้าด้านข้าง (ไม่มีในแผนผัง)




ก่อนจากเมืองลำปาง อยากบอกว่าที่นี่ หลักกิโล หย่ายยยยย มว๊ากกกกกกก เริ่มเอียงนิดๆ แล้วด้วยนะ ^^
เพิ่มคำอธิบายภาพ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก


(รู้หมดเลยนะว่าไปแบบงูๆปลาๆ แล้วมาหาคำอธิบายเอาทีหลัง^^  ขออภัยด้วยถ้าภาพไม่คมชัด ขาดความสวยงาม ทำได้แค่นี้แหละจ้าา^^)