เรือนขนมปังขิง (Ginger Bread Style)

http://layangom.blogspot.com/2013/02/ginger-bread-style.html

เรือนขนมปังขิง (Ginger Bread Style)

เราคงคุ้นตากับสถาปัตยกรรมที่มีการประดับตกแต่งด้วยไม้ที่ฉลุด้วยลวดลายต่างๆ ทั้งบริเวณช่องลม ราวระเบียง เชิงชายหรือหน้าบัน แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าสถาปัตยกรรมลักษณะนี้เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ บ้านขนมปังขิง (Gingerbread Style) ซึ่งลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมลักษณะนี้ก็เป็นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ มีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุต่างๆ ไว้ตามส่วนประกอบของอาคาร

 
ทำไมถึงเรียกขนมปังขิง???
ขื่อนี้แปลตรงตัวมาจากขนม "Ginger Bread" ที่ชาวยุโรปในบ้านเรามักจะใช้ประดับในขนมบ้านตุ๊กตาฉลองในเทศกาลคริสต์มาส  ซึ่งตุ๊กตาและลวดลายประดับอยู่บนบ้านตุ๊กตามีรูปทรงลักษณะละเอียดละออ เป็นเส้นโค้งหงิกงอคล้ายแง่งขิง  พอนำมาประดับตกแต่งอาคารที่พักอาศัยจึงเรียกบ้านสไตล์นี้ว่า"บ้านขนมปังขิง"ตามชื่อ

เรือนขนมปังขิงมาจากไหน???
ต้นแบบนั้นมาจากบ้านสไตล์วิคตอเรียนในประเทศอังกฤษ และได้แพร่หลายเข้ามาในประเทศของเราหลังจากที่ชาวต่างชาติเริ่มเข้ามามี บทบาทในประเทศช่วงราวรัชกาลที่ เป็นต้นมา โดยเริ่มต้นจากที่รัชกาลที่ ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและติดต่อค้าขายกับต่างชาติ และทรงสร้างเรือนปั้นหยาไว้ในเขตพระราชวังต่างๆก่อน จุดเด่นของหลังคาปั้นหยาคือ ชายคาที่คลุมรอบ ด้าน ต่างจากเรือนไทยเดิม ซึ่งเป็น ชายคา ด้าน มีหน้าจั่ว จากเรือนปั้นหยาก็วิวัฒนาการมาเป็นเรือนมนิลา มีจั่วด้านหน้า ด้าน และชายคาคลุม ด้าน แล้วต่อมาก็มีการสร้างบ้านพักของสถานทูตฝรั่งเศส เป็นบ้านสไตล์วิคตอเรียน ที่สร้างในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ประดับตกแต่งด้วยฉลุไม้ที่ระเบียงและส่วนต่างๆของบ้าน ซึ่งชาวไทยเองก็ชื่นชอบความงดงามของลวดลายไม้แกะสลักจนเกิดเป็นกระแสนิยมนำเอา ลวดลายขนมปังขิงมาประดับที่บ้านเรือนของเราบ้าง โดยความนิยมนั้นก็เริ่มต้นขึ้นจากพระราชวัง บ้านขุนนาง เศรษฐี คหบดี และตามวัดวาอารามต่างๆความนิยมก็มาสู่พ่อค้า คหบดี ในช่วงนั้นกรุงเทพฯ ก็จะมีบ้านในสไตล์นี้สร้างตามกันมามากมาย รวมทั้งรูปแบบที่เน้นการประดับลวดลายฉลุไม้ ที่เรียกว่า เรือนขนมปังขิง


แม้จะนำแบบมาจากบ้านสไตล์ต่างประเทศ แต่ก็ใช่ว่าบ้านแบบขนมปังขิงนี้จะไม่เข้ากับประเทศไทย เพราะลวดลายแกะสลักนั้นทำหน้าที่เป็นช่องลมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความอ่อนช้อยงดงามเหมาะกับความประณีตละเอียดอ่อนของคนไทยอีกด้วย บางหลังก็มีการดัดแปลงเป็นลายไทยแทนลายฝรั่งทำให้เกิดความงดงามมากขึ้นไปอีก บ้านแบบนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง มาตั้งแต่นั้น นอกจากบ้านแล้ว งานในลักษณะนี้ยังมีการดัดแปลงมาทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆอีกด้วย จนถึงช่วงปลายรัชกาลที่ ความนิยมก็เริ่มซาลง ไม้เริ่มมีราคาแพงขึ้น ความนิยมเริ่มเปลี่ยนไป เป็นเน้นการออกแบบหลังคาซ้อน หรือจั่วตัดแทน จนในสมัยรัชกาลที่ บ้านก็เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ มีรูปแบบเรียบง่าย ลดความหรูหราฟุ่มเฟือยออก ก็คงจะอิทธิพลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของทางตะวันตกนั่นเอง และการเปลี่ยนแปลงก็ยังมีเรื่อยมา จนในสมัยนี้บ้านขนมปังขิงที่หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ทรุดโทรม รื้อถอนไปมาก จนหาชมได้ยาก เพราะความเจริญรุกรานมาเรื่อย การบูรณะซ่อมแซม ทำยากและค่าใช้จ่ายสูง จนไม่คุ้มที่จะเก็บรักษาหรืออนุรักษ์ไว้ใช้งาน แต่บ้านที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น คนสมัยนี้ที่ไม่รู้ประวัติ ก็จะคิดว่าเป็นบ้านไทยโบราณแบบหนึ่ง

แตกต่างกันตรงไหน???
ความแตกต่างของรูปแบบบ้านขนมปังขิง ว่าแตกต่างกับรูปแบบโคโลเนียลและชิโนโปรตุกีสอย่างไร อาคารทั้งสามแบบเป็นอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกทั้งสิ้น โดยรูปแบบบ้านขนมปังขิงนั้นจะมีจุดเด่นตรงที่ประดับประดาอาคารด้วยไม้ฉลุลวดลายต่าง ทั้งบริเวณหน้าจั่ว ชายคา ค้ำยัน ช่องลม สถาปัตยกรรมรูปแบบของชิโนโปรตุกีสนั้นจะเป็นลักษณะของตึกแถว เป็นการผสมกันระหว่างสถาปัตยกรรมของโปรตุเกสและจีนเข้าด้วยกัน สุดท้ายเป็นลักษณะของอาคารสไตล์โคลโลเนียล จะเป็นลักษณะที่กว่าที่สุด เพราะสไตล์โคโลเนียลนั้นมีหลากหลายขึ้นกับชาวต่างชาติที่มาสร้างไว้ มีทั้งสไตล์อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศส สเปน เป็นต้น
 
 
ตัวอย่างรูปแบขนมปังขิง ชิโนดปรตุกีส และโคโลเนียล ตามลำดับ
  
ขนมปังขิงในประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง???
รูปแบบของเรือนขนมปังขิงในประเทศไทยปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบ้านของคหบดี หรือเชื้อพระวงศ์ เนื่องจากเป็นอาคารที่ต้องใช้ช่างฝีมือในการก่อสร้าง และบำรุงรักษายาก ตัวอย่างเรือนขนมปังขิงในประเทศไทย เช่น
พระที่นั่งวิมานเมฆ
พระที่นั่งองค์นี้ ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็น มี ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลาย


 

พระที่นั่งอภิเศกดุสิต
 เป็นพระที่นั่งองค์แรกๆ ที่สร้างขึ้นในเขตพระราชวังดุสิต เป็นพระที่นั่งชั้นเดียว ประดับไปด้วยสร้างด้วยไม้เป็นส่วนมาก มีลวดลายฉลุไม้เรียกว่า ลายบุหงา มีการประดับกระจกสี และลวดลายปูนปั้นที่หน้าบัน



พิพิธภัณฑ์บ้านเอกะนาค มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
บ้านเรือนไทยทรงปั้นหยา อาคาร ชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นไม้ หลังคามุงกระเบื้องว่าว ด้านซ้ายของอาคารมีโปร่งยื่นออกมาแบบพระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งถือเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้นลักษณะของการก่อสร้างได้รับอิทธิพลจากตะวันตกผสมผสานลวดลายฉลุ


ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
ตั้งอยู่ขวามือเมื่อเข้าจากหน้าวัด เป็นตำหนัก สองชั้นแบบตึกฝรั่งปนไทย มุขหน้าประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุงดงาม
ตำหนักนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงสร้างถวายเป็นท้องพระโรง ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส




เรือนขนมปังขิงนี้เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีการพัฒนารูปแบบจนกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมของไทย เราจึงควรที่จะอนุรักษ์เรือนลักษณะนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ไว้ เนื่องจากปัจจุบันเรือนขนมปังขิงมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ต้องใช้ความประณีตในการก่อสร้างสูง ทำให้การบูรณะซ่อมแซมอาคารเก่าต้องใช้งบประมาณที่สูงไปด้วย


น.ส.นานา บุญรอดชู
52020044
อ้างอิงจาก:

ตัวละครลับในอินเตอร์สเตลล่า

อยากจะพูดถึงเขาคนนี้เหลือเกิน คือ..เซอร์ไพรสมาก ออกจากโรงยังเถียงกะคนข้างๆว่า มี..แสดงด้วยนะ หลังจากดูก็พยายามหารีวิว แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถึง คิดจะรีวิวมันซะเองเลย แต่ไปๆมาๆ เก็บเขาไว้เป็นตัวละครลับสำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูดีกว่า ช่างเก็บความลับเก่งจริงๆนะ โนแลน 55+

เก็บมาอ่านเล่น http://movie.mthai.com/movie-news/165779.html

15 เรื่อง ที่คุณควรรู้ไว้ ก่อนไปท่องอวกาศ กับ Interstellar

หลังจากอมพะนำปิดเป็นความลับมาเสียนาน ในที่สุดก็ได้เวลาไปท่องอวกาศครั้งยิ่งใหญ่กันแล้ว กับภาพยนตร์ Interstellar ทะยานดาวกู้โลก ผลงานทุ่มสุดตัวของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ขึ้นแท่นว่าที่หนังอวกาศที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุค และในวันนี้ เราจะมาอารัมภบท แนะนำภาพยนตร์เรื่องนี้ ผ่าน 15 เรื่อง ที่คุณควรรู้ไว้ ก่อนไปท่องอวกาศ กับ Interstellar โดยได้รวมเรื่อง (เกือบ) ลับ ทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ มาชี้แจงให้แถลงไขให้คุณผู้ชมได้ทราบกัน
 Interstellar
1. เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมกระเพาะปัสสาวะของคุณไปให้พร้อม เพราะภาพยนตร์ Interstellar เรื่องนี้ ใช้เวลาการท่องอวกาศกู้โลก รวมแล้วทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง 49 นาที และถ้ารวมโฆษณา ตัวอย่างหนัง และการยืนถวายความเคารพแล้ว ก็จะทะลุหลัก 3 ชั่วโมงอย่างแน่นอน
INTERSTELLAR
2. Interstellar ว่าด้วยเรื่องราวของโลกที่กำลังประสบกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ชนิดเกินเยียวยา ที่ถึงแม้มนุษย์จะพยายามปรับตัวให้อยู่รอดเพียงใด สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นการสูญพันธุ์ ความหวังหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ คือการเดินทางข้ามห้วงอวกาศผ่านรูหนอน ไปสู่กาแล็คซี่ใหม่ เพื่อเสาะแสวงหาดาวดวงใหม่ ที่สามารถตั้งอาณานิคม และดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้คงอยู่สืบไป ภารกิจที่มีอนาคตของคนทั้งโลกเป็นเดิมพัน จึงได้เริ่มต้นขึ้น และฝากความหวังไปกับทีมนักบินอวกาศในการเดินทางที่ไม่อาจรู้วันหวนหลับ
85462
3. บทดั้งเดิมของ Interstellar มีกำเนิดมาจาก ลินดา อ็อบสท์ โปรดิวเซอร์ขั้นเทพ และ คิป ธอร์น นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีระดับเนิร์ดตัวพ่อ ที่อยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางผ่านรูหนอน และเหตุการณ์แปลกประหลาดในจักรวาล และโปรเจ็คนี้ก็ไปโดนใจ สตีเว่น สปีลเบิร์ก พ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด เข้าเต็มๆ ในปี 2006 และอาสาจะมากำกับ ก่อนที่ต่อมาในปี 2007 โจนาธาน โนแลน ได้เข้ามาพัฒนาบทจนเข้าท่าเข้าทางแล้ว แต่ สปีลเบิร์ก ดันมา โบกมือบ๊ายบายไปซะเฉย เพราะความช้าของขั้นตอนการสร้าง ทำให้ Interstellarมาตกอยู่ในมือของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ในปี 2013 งานนี้เลยกลายเป็นธุรกิจครอบครัวย่อมๆ ของพี่น้องโนแลน ไปซะเฉย
2650193-nolans
คริสโตเฟอร์ และโจนาธาน โนแลน
4. คิป ธอร์น นักฟิสิกส์ผู้เขียนร่างแรกของ Interstellar เป็นศาสตราจารย์ นักดาราศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแรงโน้มถ่วง พลศาสตร์กาลอวกาศโค้งงอ และหลุมดำ เคยคว้ารางวัลทางวิทยาศาสตร์มาอื้อซ่า และเขียนหนังสืออธิบายประวัติย่อของหลุมดำอันโด่งดัง ที่ร่วมตรวจสอบด้วยมันสมองของ สตีเฟ่น ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ตัวพ่อ และ คาล ซาแกน  ผู้เขียนนิยาย Contact อันว่าด้วยการวาร์ปผ่านรูหนอน และต่อมาได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน และที่สำคัญคือ คิป ธอร์น ได้มานั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์บริหารให้Interstellar เรื่องนี้อีกด้วย
NE9AloH4qCQocf_1_6
คิป ธอร์น
5. สมัยที่ สปีลเบิร์ก ยังกุมบังเหียน Interstellar อยู่ เขาได้ส่ง โจนาธาน โนแลน ผู้เข้ามาพัฒนาบท ไปเรียนทฤษฎีสัมพันธภาพขั้นสูง ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี แคลิฟอร์เนีย อีกหนึ่งยก เป็นเวลาร่วม 4 ปี เพื่อจะได้มีความรู้แน่นๆ มาเขียนบทหนังสุดล้ำนี้ได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ตามที่รู้กัน สปีลเบิร์ก ทิ้งโปรเจ็คนี้ไปในที่สุด โจนาธาน โนแลน เลยได้กำไรเป็นความรู้เพิ่มเติมเป็นกอบเป็นกำ มาช่วยพี่ชายสบายแฮ
cdn.indiewire.com
โจนาธาน โนแลน
6. คริสโตเฟอร์ โนแลน สั่งรูดซิปปากทีมงานทุกคน ขณะถ่ายทำ Interstellar เพื่อเก็บเป็นโปรเจ็คลับสุดยอดทุกขั้นตอน แถมตอนถ่ายทำยังใช้ชื่อหนังปลอมๆ ว่า Flora’s Letter อันมีที่มาจากชื่อลูกสาวของเขาเอง แถมนิสัยชอบเก็บความลับของ โนแลน นี้ ก็มีมาหลายปีดีดัก ตั้งแต่การตั้งชื่อปลอมให้หนังแทบทุกเรื่องขณะถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น The Dark Knight ใช้ชื่อ Rory’s First Kiss, The Dark Knight Rises ใช้ชื่อ Magnus Rex และ Inception ใช้ชื่อ Oliver’s Arrow แน่นอนว่าทั้งหมดมาจากชื่อลูกๆ ของเขานั่นเอง
Interstellar-Nolan-cockpit
7.  แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดเป็น Interstellar นั้น คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้รับมาจากหนังระดับตำนานหลายเรื่อง ที่ถูกจริตเขาเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็น Star Wars (จอร์จ ลูคัส), Blade Runner (ริดลีย์ สก๊อตต์), The Right Stuff (ฟิลิป คอปแมน), Close  Encounters of the Third Kind และ Jaws (สตีเว่น สปีลเบิร์ก) และแน่นอน หนังอวกาศชั้นครูของโลกใบนี้ 2001: A Space Odyssey (สแตนลีย์ คูบริค)
009
8. มีการคาดการณ์ว่า Interstellar จะเกี่ยวพันกับทฤษฎีฟิสิกส์ ชวนปวดเศียรเวียนเกล้ามากมาย ไล่มาตั้งแต่ ทฤษฎีสัมพันธภาพ ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, ปรากฏการณ์หลุมดำ, หลักกลศาตร์ควอนตัม, สะพานไอน์สไตน์ โรเซน, ทฤษฎีเส้นเชือก, การวาร์ปผ่านรูหนอน ไปจนถึง จักรวาลคู่ขนาน ที่ล้วนเคยปรากฏในหนังไซไฟมานมนานแล้ว แต่ใน  Interstellar จะปรุงให้ออกมากลมกล่อมขนาดไหนต้องรอดูกัน (สำหรับคุณผู้ชม ที่ไม่ใช่เนิร์ดวิทยาศาสตร์ อาจคิ้วขมวดกับศัพท์แสงประหลาดโลกเหล่านี้ แต่ไม่เป็นไรค่อยๆ หาข้อมูลไปนะครับ)
Interstellar-Featurette-Kip-Thorne-570x294
9. โปรเจ็คยักษ์ ที่หน้าฉากดูยิ่งใหญ่ระดับท่องจักรวาลนี้ การถ่ายทำก็โหดหินอลังการไม่แพ้กัน เพราะมีการสร้างยานอวกาศขึ้นมาใช้ถ่ายจริงๆ โดยสาเหตุน่าจะมาจากการที่ โนแลน ไม่ปลื้มเทคนิค CGI มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เลยสร้างของจริงเลยละกัน และแน่นอนว่าการออกแบบยานอวกาศทั้งหมด ไม่ได้ละเมอเพ้อพกขึ้นมาเอง แต่อ้างอิงมาจากยานอวกาศของนาซา ที่มีอยู่จริงๆ แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะหนังเรื่องนี้ยังถ่ายทำในหลากหลายสถานที่ ตั้งแต่ในลอสแองเจลิส ไปไกลอีกนิดถึงแคนาดา และเลยเถิดไปถึงไอซ์แลนด์ แต่ยังครับ ยังไม่หมด! เพราะด้วยความที่ โนแลน อยากให้นักแสดงอินมากขึ้น และได้อารมณ์เหมือนสารคดี จึงจัดแจงเนรมิตฉากอวกาศขึ้นจริงๆ ในโรงถ่ายมันซะเลย
interstellar-new-clip-tv-spot-and-photos5
10. เพื่อความแปลกตาและอลังการ นอกจากกล้องฟิล์ม 35 มม. แล้ว โนแลน ตัดสินใจใช้กล้อง IMAX ในการถ่ายทำแบบจัดหนักมากกว่าหนังเรื่องไหนๆ ของเขา แถมยังมีการปรับปรุง และใช้เทคนิคใหม่ๆ อย่างเมามัน ทั้งทำให้กล้อง IMAX หน้าตาใหญ่โต สามารถถือแบบแฮนด์เฮลได้ หรือแม้แต่การเอาไปติดกับเครื่องบิน เพราะอยากได้มุมกล้องแปลกตาไม่เหมือนใคร เรียกว่าลองทำอะไรได้ โนแลน เอาหมด
005
11. ยานอวกาศที่โผล่มาแว้บๆ ในเทรลเลอร์นั้น มีทั้งหมด 3 ลำด้วยกัน อันได้แก่ The Ranger ใช้เดินทางเข้าออกชั้นบรรยากาศ, The Endurance ยานบัญชาการรูปร่างคล้ายวงแหวนแคปซูลเชื่อมต่อกัน ใช้ทั้งขับเคลื่อนในอวกาศ เป็นที่อยู่อาศัย เก็บเครื่องมือ และเสบียงอาหาร และสุดท้าย The Lander ใช้เป็นพาหนะนำแคปซูล ตั้งถิ่นฐานบนพื้นผิวดาว
spaceship
12. Insterstellar ไม่ได้มีเพียงตัวละครมนุษย์เท่านั้น เพราะถ้าขาดทั้งสองนี้ มนุษย์หน้าไหนก็คงไม่รอดในอวกาศแสนลี้ลับ พวกเขาคือ Tars และ Case หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเป็นแท่งสี่เหลี่ยม โดยเป็นไปความประสงค์ของ โนแลน ที่ต้องการหลีกเลี่ยงหุ่นยนต์ประเภทอัจฉริยะและมีรูปร่างใกล้เคียงมนุษย์ แต่เห็นเป็นแท่งๆ แบบนี้ ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ เพราะต้องผ่านการออกแบบสุดซับซ้อน ตามหลักคณิตศาสตร์แบบเป๊ะๆ !
Tars3
13. ทั้งๆ ที่ โนแลน สั่งเก็บข้อมูลของ Interstellar ให้ลับเสียยิ่งกว่าอะไร แต่ก็ยังไม่วาย มีหนังสือเกี่ยวกับมันออกมาตั้งแต่ก่อนที่หนังจะฉายเสียอีก ในชื่อ The Science of Interstellar ที่ คิป ธอร์น นักฟิสิกส์ที่ปรึกษา เจ้าของบทร่างแรก และพ่วงโปรดิวเซอร์บริหารของหนังเรื่องนี้ ได้ทำการอธิบายบรรดาทฤษฎีฟิสิกส์ชวนกุมขมับที่ปรากฏในหนัง ให้ได้เอาไปอ่านเตรียมตัวก่อนเจอของจริง คุณผู้ชมท่านใดอยากรู้อยากศึกษาเชิงลึก ก็หาซื้อจับจองกันได้
41aLNZj3E-L._SL500_AA300_
14. นอกจาก แมทธิว แมคคอนาเฮย์แอนน์ แฮทธาเวย์ และผองเพื่อนนักบินอวกาศอีกคนสองคน ที่มักปรากฏตัวในเทรลเลอร์ และภาพโปรโมทแล้ว Interstellar ยังมีตัวละครลับที่ไม่เคยเปิดเผยหน้าตาไม่ว่าจะในสื่อใดๆ มาก่อน โดยได้นักแสดงคุณภาพระดับรางวัลออสการ์ ที่ทุกคนเห็นแล้วต้องร้องอ๋อ มารับบทสุดเข้มข้น ส่วนเรื่องที่ว่า เขาหรือเธอคนนี้่จะเป็นใคร เราขอรูดซิปปากรักษาคอนเซ็ปน์ของ โนแลน แล้วขอให้คุณผู้ชมไปพิสูจน์กันเอาเองในหนังฉบับเต็ม แต่ขอยืนยันว่า ตัวละครนี้จะเป็นถึงตัวแปรสำคัญของเรื่องเลยทีเดียว!
85464
15. สาวกของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน คงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เราอยากเน้นย้ำส่งท้ายกันอีกทีว่า Interstellar เรื่องนี้ คือผลงานหนังยาวลำดับ ที่ 9 ของเขา ที่ผ่านการตกตะกอนของประสบการณ์การทำหนังยาวมาแล้วมากมาย ไล่เรียงมาตั้งแต่ Following, Memento, Insomnia, Batman Begins, The Prestige, The Dark Knight, Inception และ The Dark Knight Rises เห็นแต่ละเรื่องเข้มข้นถึงกึ๋นขนาดไหน เรื่องล่าสุดอย่าง Interstellar ก็จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน
inter-01
คริสโตเฟอร์ โนแลน

บท Interstellar เวอร์ชั่น Spielberg ก่อนที่ Nolan จะมาปรับ

คิดว่าคงมีคนรู้บ้าง ว่าจริงๆ Interstellar มันเป็นโปรเจคที่ Spielberg อยากกำกับก่อนในตอนแรก จึงให้ Jonathan Nolan มาพัฒนาบท เสร็จตั้งแต่ปี 2008 นู่น 
แต่ด้วยความล่าช้า (หรือไม่ลงตัวอะไรกันซักอย่าง) ทำให้ Spielberg พับโครงการนี้ไป

Jonathan Nolan จึงส่งบทต่อให้พี่ชาย Christopher Nolan มาพัฒนาต่อ

ผมได้มีโอกาสได้อ่านบท Draft ของ Spielberg จึงอยากมาเล่าย่อๆให้ฟัง ว่ามันแตกต่างกับของโนแลนยังไงบ้าง

ผมมองว่าบทของสปีลเบิร์ก "สนุก" และน่าจะ "ดูง่าย" กว่าพอสมควร
แต่ความลุ่มลึกนี่ Nolan ผมว่าแกเล่นหนักกว่า
ยังไงจะลองไล่ลำดับเล่า เทียบไปกับตัวของโนแลน เพราะถ้าเล่าแบบไม่เปรียบเทียบจะลงดีเทลหมดคงไม่ไหว

ค่อยๆลองอ่านไป นึกภาพตามไปนะครับ อาจจะยาวนิดนึง ดื่มด่ำไปกับมันเรื่อยๆ เหมือนดูหนังอีกเรื่องนะครับ ผมใส่ตัวเลขข้อเป็นตัวมาร์คไว้ เผื่อใครอ่านรอบเดียวไม่จบจะได้อ่านต่อง่าย Bookmark ไว้มาอ่านต่อได้ครับ 

*** หมายเหตุ - สปอยล์ทั้งเรื่อง - -" และอาจจะมีผิดพลาดนิดหน่อยต้องขออภัยครับ บทมันยาว ไม่ได้เก็บละเอียด 

1. เมิฟ ในเวอร์ชั่นแรกเป็น เด็กผู้ชาย เซทติ้งทุกอย่างเหมือนกัน ในโลกที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น เป็นโลกที่กำลังจะตาย คูเปอร์เป็นชาวนาปลูกข้าวโพดเหมือนกัน แต่ดูจะเป็นวิศวกรมีฝีมือที่อึดอัดกับโลกแบบนี้ ที่ตนไม่ได้ใช้ศักยภาพของตัวเองได้เต็มที่

2. เครื่องบินที่คูเปอร์เจอและจับได้ตอนขับรถกับลูก มีบทบาทสำคัญ ... ตอนแรกคิดว่าเป็นเครื่องบินสำรวจของจีน (ในดราฟต์นี้จีนพยายามสำรวจอวกาศด้วย) แต่พอมาดูข้อมูลที่ยานก็เห็นธง USA และเจาะดูข้อมูลที่ยานสำรวจเจอ ก็เห็นภาพ "ดาวน้ำแข็ง" และเจอตัวส่งสัญญาณที่นำทางให้ คูเปอร์ และ เมิฟ ไปเจอฐานทัพ Nasa 

ในเวอร์ชั้นนี้ ไม่มีเรื่องของ "ผี" หรือ "แรงโน้มถ่วง" อยู่เลย

3. พอพ่อลูกไปเจอฐาน Nasa และได้เจอกับ Tars ในฉบับนี้ ดีไซน์จะคล้ายคลึงกับมนุษย์ มีหัวมีแขน มีขา ประหนึ่ง Terminator 

4. แบรนด์กับพ่อ มีโครงการที่อยากจะหาดาวให้มนุษย์อยู่แทน เหมือนกับฉบับโนแลน แต่ในเวอร์ชั่นนี้ คือทาง Nasa เจอ Wormhole ที่เชื่อมไปอีกฟากของจักรวาลเมื่อ 50 ปีก่อน และจึงส่งเครื่องบินสำรวจไป แต่ไม่มีตัวไหนกลับมาได้ 
... ยกเว้นแต่เครื่องบินสำรวจที่คูเปอร์จับมา (มันจึงส่งสัญญาณกลับมาที่ฐาน ทำให้คูเปอร์เจอที่นี่) ส่วนดาวน้ำแข็งที่เครื่องบินเก็บข้อมูลมา ดูจากค่าตรวจวัดต่างๆ ค้นพบว่าบริเวณชั้นในมนุษย์น่าจะอาศัยอยู่ได้ Nasa จึงอยากจะไปสำรวจดาวดวงนี้

5. คูเปอร์ ไม่ได้เคยทำงานให้ Nasa มาก่อน แต่เป็นวิศวกรที่มีฝีมือ ถูกจับมาในฐาน แต่ดันช่วยแก้ให้เห็นจุดบอดหลายๆอย่าง จนถูกทาบทามให้ไปในภารกิจนี้ด้วย 
ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้จะไปแค่ดาวน้ำแข็งดาวเดียว ไม่เหมือนกับโนแลนที่มี 3 ดาวที่เข้าตา

6. คูเปอร์ก็ต้องบอกลาลูกที่ไม่พอใจกับการจากไปของพ่อ พร้อมกับ "สัญญา" ว่าจะกลับมาเหมือนกับฉบับโนแลน 

7. แบรนด์ไม่ค่อยพอใจที่พ่อเลือกคูเปอร์มาร่วมภารกิจด้วย โดยคิดว่าเอาหุ่นยนตร์มาจะยังมีประโยชน์มากกว่า 
Case บอกกับคูเปอร์ว่า ยังไงคูเปอร์จะสร้างความแตกต่างได้ เพราะไม่ว่าหุ่นยนตร์จะประสิทธิภาพดีแค่ไหน แต่ "สัญชาตญาณการเอาตัวรอด" ของมนุษย์ก็จะสูงกว่า อย่างคูเปอร์ก็จะทำทุกอย่างเพื่อกลับไปหาลูกให้ได้ 
ส่วน Tars ยังมีเรื่องชอบเล่นมุกตลกอยู่ แต่ตกลงกับคูเปอร์ไว้ว่า ถ้าเล่นมุกจะเปิดไฟตรงคิ้ว จะได้รู้ว่าล้อเล่น lol 

== ถึงตอนนี้อาจจะคล้ายกับเวอร์ชั่น Nolan ค่อนข้างเยอะ แต่ในองค์สองจากนี้จะเริ่มต่างละ ==

8. พอผ่าน Wormhole มาในเวอร์ชั่นนี้ยังมี Gargantua ที่เป็น Blackhole ใหญ่อยู่เช่นกัน โดยยานเกือบจะถูกดูดเข้าไป Tars ช่วยเอาไว้ได้ แต่ Tars เลยต้องเสียสละถูกดูดเข้าสู่ Gargantua เป็นสมาชิกคน(ตัว)แรกที่ต้องพลัดพรากไป โถ่ พ่อหุ่นยนตร์ตลกเรา ดราฟต์นี้ไปซะเร็ว

9. พอลงไปที่ดาวน้ำแข็ง อันนี้เริ่มช็อค ... เพราะพบกับ ฐานทัพร้างที่สร้างอยู่ก่อนแล้ว!!!!
ปัดหิมะออกก็เห็นสัญลักษณ์สีแดงกับดาว ... ธงชาติจีนเว้ยเห้ยยยย
ทีมสำรวจก็งงๆ แต่คุยกันว่า Wormhole นี่ถูกค้นพบเมื่อ 50 ปีก่อน ข่าวคงรั่วถึงจีน ทางจีนคงส่งหุ่นยนตร์มาที่นี่ก่อน NASA โดยที่ NASA เองก็ไม่รู้

10. ทีมสำรวจก็ยังมีข้อสงสัยว่า ทำไมมีแต่ฐานและหุ่นจีนหายไปไหนหมด หรือถ้ากลับโลกได้ มันก็ต้องมีข้อมูลอะไรมาบ้างสิ จนคูเปอร์ไปเจอบันทึกในฐานว่านี่คือภารกิจ Taichung Mission ลูกเรือ 4 คน หุ่นยนตร์ 15 ตัว มาสร้างฐานที่นี่ตั้งแต่ 30 ปีก่อนแล้ว!!! 

11. แบรนด์ค้นพบว่าลูกเรือจีนตายแล้วทั้งหมดจากรังสีที่จะเวียนมาเรื่อยๆตามวงโคจร ทางทีมสำรวจจึงต้องรีบลงไปยังเปลือกชั้นล่าง 

12. พอลงไปเปลือกชั่นล่าง ก็ปรากฎว่า "หายใจได้" !! มีต้นไม้เติบโตในบริเวณนี้ แถมได้เจอกับสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ ที่เป็นเหมือนเซลล์ที่เคลือนไหวได้รวมตัวกันได้เป็นฟอร์มต่างๆ ที่ก็เหมือนจะอันตราย แต่ทางทีมสำรวจก็ยังเอาตัวรอดกันได้

13. สำรวจกันไปก็ได้พบกับฐานทัพใหญ่ ที่พวกหุ่นยนตร์จีน 15 ตัวที่เหลืออยู่มาสร้างกันไว้ แต่ตอนนี้เหลือแต่ซากเก่าๆที่ไม่มีใครอยู่ และได้ไปเจอบันทึกที่ระบุไว้ว่าได้เริ่มสร้างฐานที่นี่ตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วที่มาถึง พยายามส่งสัญญาณกลับจีนแต่ไม่มีใครตอบกลับ 
ซึ่งเหตุผลก็เพราะว่าจีนได้ล่มสลายไปก่อนหน้านี้แล้ว เผลอๆคนที่รู้เรื่องโครงการนี้อาจจะตายหมดแล้วด้วยซ้ำ 

หลังจากสร้างฐานเสร็จ หุ่นยนตร์จีนนำยานสำรวจออกไปนอกอวกาศ พร้อมระบุไว้ว่าได้พบของสำคัญที่เรียกมันว่า "สมบัติ" ... กลับมาที่ฐาน 5 ปีเพื่อสร้างบางอย่าง และนำยานออกไปอีกครั้ง 

14. ทีมงานค้นพบอีกว่า ดาวน้ำแข็งนี้ มีชีวิตได้อีกไม่นานเช่นกัน เพราะจะต้องถูกดูดเข้า Guagantua ในไม่ช้า! และในขณะสำรวจ จู่ๆเหมือนทุกอย่างมันสั่นๆ และทีมงานทุกคนก็เริ่มลอย!?! มารู้ตัวอีกทีคือไม่ใช่เป็นการลอย แต่เหมือนเป็นการตกไปสู่เพดานมากกว่า ... แรงโน้มถ่วงกำลังกลับตารปัตร!! .... ซึ่งก็เป็นเพราะทีมงานคนนึงไปเจอ "กล่อง" ที่จีนสร้างไว้และเลยลองเปิดทำงาน

15. ทุกคนจึงค้นพบว่า "สมบัติ" ที่หุ่นจีนค้นพบและสร้างไว้คือ เทคโนโลยีตามกล่องนี้ มันคือสิ่งที่ทำให้เรา "ควบคุมแรงโน้มถ่วง" ได้ ... คูเปอร์สงสัยว่าหุ่นจีนจะสร้างเทคโนโลยีขนาดนี้ได้ยังไง มันน่าจะต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆปี ... เคสตอบกลับแค่ว่า ทีมหุ่นจีนคงบินไปในบางที ที่สามารถทำให้สร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ไหน ยังไง 

16. สรุปกันได้ว่า หุ่นจีนค้นพบสิ่งที่จะช่วยมนุษย์โลกได้ เพราะเทคโนโลยีนี้ จะเหมือนกุญแจสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์สร้างแรงโน้มถ่วงและไปอยู่ที่ดาวไหนก็ได้! ... แต่ที่หุ่นยนตร์จีนมีภารกิจที่ตั้งไว้คือสร้างรกรากและส่งข้อมูลกลับ ... โดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งนี้แหละที่จะช่วยโลกได้ ขอแค่นำมันกลับไปยังโลก 

17. ทุกคนจึงรีบกลับไปที่ยานพร้อม "กล่องช่วยโลก" ... แต่ทว่าก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น! 
หุ่นยนตร์จีน!! ปรากฎตัวขึ้นพร้อมอาวุธ!!!! 

18. หุ่นจีนชี้แจงว่า ห้ามทุกคนออกไปไหน โดยทางหุ่นจีนจะให้ที่พักพิงได้ เพื่อรอการติดต่อ ... คูเปอร์พยายามบอกว่ามันจะไม่มีการติดต่อกลับ เพราะจีนล่มสลายไปแล้ว แถมดาวดวงนี้ก็จะตายในไม่ช้า 

19. แต่เมื่อหุ่นจีนไม่ฟัง Case จึงเปิดศึก!!! ยิงใส่หุ่นจีน และเปิดทางให้คูเปอร์ แบรนด์ และเพื่อนหนีไป ... พอจะไปที่ยานกลับขึ้นยานแม่ด้านบน พวกหุ่นจีนก็ทำลายยานไปให้บินขึ้นไม่ได้แล้วซะแล้ว แต่คูเปอร์เลยเกิดไอเดีย ให้ใช้ "กล่อง" ปรับแรงโน้มถ่วงและส่งยานขึ้นไป!! โดยอาจจะต้องยอมทิ้งกล่องไว้ที่นี่ แต่ต้องเอาข้อมูลเทคโนโลยีทุกอย่างกลับไปแทน

คูเปอร์เลยหยิบ ยานสำรวจลำนึงที่เก็บไว้ในยานมาถ่ายข้อมูลทุกอย่างจาก "กล่อง" ลงไป

20. คูเปอร์กับแบรนด์หนีขึ้นยานได้สำเร็จ โดยเสียลูกเรือไปคนนึงที่เสียสละเป็นคนเปิดพลัง "กล่อง" โดย Case ที่สู้กับหุ่นจีนมาก็กลับมาขึ้นยานได้ พร้อมกับเสียแขนกับขาไปอย่างละข้าง

21. เรื่องราวเหมือนจะจบด้วยดี ทีมงานทุกคนกำลังจะออกเดินทางกลับโลก พร้อมยานสำรวจที่บันทึกข้อมูลทุกอย่างไว้ เพื่อจะช่วยโลก ... แต่ทันใดก็พบกับข้อมูลมหาศาลที่เททะลักเข้ามาในระบบข้อความ คูเปอร์จึงพึ่งมารู้ว่าในขณะที่เค้าอยู่ในดาวน้ำแข็ง โลกผ่านไปแล้ว 45 ปี!! ... คูเปอร์ฉุนขาดที่แบรนด์ปกปิดเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอหน้าลูกอีกรึเปล่า แบรนด์เองก็พยายามบอกว่าเราทำอะไรกับมันไม่ได้ แต่เรายังมีเวลาที่จะกลับโลกและช่วยโลก แต่ยังเถียงกันไม่ทันเสร็จ ...

... Case หุ่นยนตร์ที่พึ่งบาดเจ็บมา ก็ปลดเครื่องยนตร์พลังงานนิวเคลียร์ตัวสุดท้ายออกจากยานซะอย่างนั้น!! พร้อมกับบอกว่า "คุณกลับโลกไม่ได้" 

คูเปอร์สังเกตชิปด้านหลัง .. นี่ไม่ใช่เคส ชิปมันคือธงชาติจีน!!! ที่สวมหุ่นเคสเข้ามา คูปเปอร์รีบเข้าชาร์ตถอดชิพออก แต่ทว่าก็ไม่ทันซะแล้ว พอไม่มีพลังงานยานมันจึงเคลื่อนตัวเข้า Gargantua!!! 

22. ลูกเรือทุกคนพยายามดิ้นรน คูเปอร์ไม่อยากเข้าใกล้หลุมดำอีกแล้วเพราะไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จนสุดท้ายยานก็ถูกดูดเข้าไป

23. ทุกอย่างดำสนิท ไม่มีวีแววว่ายานนี้จะไปไหน ... สิ้นหวัง ... คูเปอร์มาเปิดดูวิดิโอจากลูกที่เติบโตขึ้นในซีนนี้แทน ...ในหลุมดำที่ไร้ทางออกกลับไปหาพวกเขา

24. แต่แล้วจู่ๆก็มีการสื่อสารมาจากบางสิ่งบางอย่าง เค้าคือ "They" หรือคนที่สร้างรูหนอนให้กับพวกมนุษย์ สิ่งมีชีวิตวิทยาการล้ำหน้าที่พยายามจะช่วย ... หลังจากพยายามสื่อสารกัน "They" ก็ผลักส่งยานออกมาหลุดจากหลุมดำ!! 

25. ยานที่พึ่งหลุดออกมาจากหลุมดำได้ ก็ได้มาเจอกับแสงสว่างที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ .... มันคือ Space Station !!! 
ประตูเปิดขึ้น พร้อมกับเสียงจากหุ่นยนตร์
" เดาว่าที่นี่คงไม่ใช่สวรรค์ของหุ่นยนตร์หรอกนะ "
แว้บบ ไฟที่คิ้วติดขึ้น ... แสดงบอกว่านี่คือมุกตลก! 
Tars นั่นเอง!!! 

26. Tars เล่าให้ฟังว่าหลังจากที่ตัวเองกระเด็นไปทาง Gaugantua ก็ได้โคจรมาเจอ Space Station นี้ ซึ่งเป็นที่พวกหุ่นยนตร์จีนสร้างไว้ ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าเพราะด้วย Blackhole หรือด้วยเทคโนโลยีที่ค้นพบ... จึงทำให้เวลาเลยเดินช้าลงได้ Space Station นี้พวกหุ่นจีนสร้างกันมา 4,000 ปี... Tars เองก็อยู่ในนี้มาแล้ว 300 ปี 


27. Tars จึงโชว์ให้ดูอีกว่า พอหุ่นจีนค้นพบเทคโนโลยีกล่อง จึงสร้างพลังงานให้อยู่ได้มหาศาล แต่สิ่งนึงที่หุ่นจีนพยายามทำใน Space Station ทันสมัยนี้แต่ยังไม่สำเร็จ คือการปฏิบัติตามภารกิจเดิมไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน นั่นคือส่งข้อมูลให้ประเทศตน ช่วยประเทศของตนให้ได้ ... นั่นหมายความว่าต้องเป็นประเทศที่ตนยังเคยอยู่ ยังไม่ล่มสลาย
.... หุ่นยนตร์จีนพยายามย้อนอดีต! 
โดยสร้างรูหนอนที่จะผ่านทะลุมิติเวลาได้!!

28. มีรูหนอนอยู่ใกล้ๆ(น่าจะคือรูหนอนที่รอดเข้ามา ตรงนี้ผมก็งงๆ) แต่รูหนอนใหญ่สีขาวที่เต็มไปด้วยรังสีอันตรายด้านหน้า คือเส้นทางที่หุ่นจีนใช้พลังของกล่องเปิดทางเชื่อมสร้างขึ้นเป็นรูหนอนข้ามมิติเวลา 

28. คูเปอร์อยากจะเสี่ยงวัดกับการย้อนอดีต ... Tars และ แบรนด์ บอกว่ามันอันตรายไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง และไม่คิดว่ามันมันจะเป็นไปได้ เพราะถ้าย้อนอดีตได้จริง มันต้องมี sign อะไรบางอย่างส่งมาจากอนาคตไปแล้ว ...แต่มันก็ไม่มี แต่คูเปอร์ก็ไม่ฟัง อยากรักษาสัญญากลับไปหาลูก

แบรนด์บอกว่าถ้าจะเป็นคนรักษาสัญญาขนาดนี้ สัญญากับแบรนด์ด้วยว่าจะกลับมา ... คูเปอร์สัญญา

29. คูเปอร์นั่งยานไปพร้อมกับลูกเรืออีกคน และยานสำรวจที่ใส่ข้อมูลเทคโนโลยี "กล่อง" เอาไว้ที่จะนำกลับไปช่วยโลกและครอบครัว

ขณะที่กำลังจะผ่านรูหนอนเวลาที่สร้างขึ้น รังสีแผ่ซ่านเต็มไปหมด ไม่รู้จะรอดไม่รอด 
คูเปอร์ก็มองดูยานสำรวจที่วางอยู่

ทันใดนั้น คูเปอร์ก็นึกอะไรได้!!! Sign ที่อนาคตส่งมาและสำเร็จ!!! คูเปอร์รู้แล้วว่ามันคืออะไร

30. คูเปอร์บอกลูกเรืออีกคนให้ยกเลิก พร้อมกับยืนยันว่าพวกตนจะผ่านไปไม่ได้ มันมีแค่อย่างเดียวที่จะผ่านไปได้ ... แต่ลูกเรืออีกคนไม่ฟัง ไม่สนใจคูเปอร์และ Eject คูเปอร์ที่พยายามขวางออก 

31. และฉับพลันที่ยานเข้าใกล้รูหนอนเวลาประดิษฐ์ รังสีก็ทำลายทุกอย่างแทบสิ้นซาก!!!!! 
แรงกระแทกอัดคูเปอร์เข้าสู่รูหนอนใกล้ๆ ... แต่ทุกอย่างที่ถูกรังสีทำลาย กลับมีสิ่งนึงที่หลุดเข้ารูหนอนแห่งมิติเวลาได้! สิ่งนั้นคือ ยานสำรวจที่บันทึกข้อมูลทุกอย่างไว้!! 

32. กลายเป็นว่ายานสำรวจที่บันทึกข้อมูลทุกอย่างนี้ มันถูกส่งย้อนเวลามากลายเป็นยานที่คูเปอร์และเมิฟเจอตอนต้นเรื่อง!!! 

33. ตัดไปที่โลก ภาพผ่านเวลาไปตั้งแต่ถ่ายวิดิโอคลิปส่งถึงพ่อ จนเมิฟโตกลายเป็นวิศวกรเหมือนคูเปอร์ ... อายุ 30 กว่าปี เมิฟกลับมาเจอเครื่องบินลำนี้ที่เก็บไว้ จึงลองเอามาต่อดูข้อมูลเล่น และก็กลับเจาะเข้าไปพบข้อมูลที่ไม่เคยเจอมาก่อน!! 

34. เมิฟ อายุ 40 กว่า ยังคงลองประดิษฐ์เครื่องนี้ตามข้อมูลในยาน โดยมีลูกมาคอยช่วยแล้ว ซึ่งพอจูนกันไปจูนกันมา เครื่องนั้นก็ทำให้กระท่อมทั้งกระท่อมก็ถูกแรงบีบเหลือแค่ลูกเล็กๆ! ... เมิฟสร้างแรงโน้มถ่วงได้แล้ว!!! 

35. ตัดมาอีกทีคือคูเปอร์ ฟื้นมาในสถานีอวกาศเหมือนในเวอร์ชั่นโนแลน แต่เพราะในเวอร์ชั่นนี้ท่องอวกาศผ่านหลุมดำนานเกินไป หลายร้อยปี ... เลยไม่ได้เจอเมิฟ แต่กลายเป็นเจอโหลนตัวเองที่ก็แก่แล้ว พร้อมกับรูปของเมิฟถ่ายกับครอบครัวแทน ซึ่งสถานีอวกาศนี้ก็เกิดขึ้นได้เพราะเทคโนโลยี ที่คูเปอร์ส่งข้อมูลมาให้ผ่านยานสำรวจลำนั้น และช่วยมนุษยชาติไว้ได้

36. สถานีอวกาศนี้สร้างบ้านและไร่ให้เหมือนกับตอนคูเปอร์อยู่ แต่คูเปอร์ก็ดูเบื่อๆ ไม่ได้อยากเป็น Farmer อยู่แล้ว นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เค้าต้องการ
เค้ายังมีสัญญากับอีกคนไว้ ... และคูเปอร์ก็ขโมยยานออกมา บินไปสู่จักรยานอันกว้างใหญ่

จบ. 
============================================

ใครสนใจฉบับเต็มตามไปที่ลิงค์นี้คะ http://storylog.co/story/5461f3dfddf80d09ae16ba98