note: งานกันซึม

ส่วนตัวเวลาทำสเปก จะมีปัญหากับวัสดุไม่กี่ตัวแต่กันซึมนี่เป็นที่หนึ่งในความสับสน และในที่สุดเราก็แยกแยะกันซึมได้ดังนี้
กันซึม(จำแนกโดยวิธีการใช้งาน)แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
1. ประเภทสารผสมเพิ่ม (Waterproof Admixture) ใช้ผสมลงในระหว่างการผสมคอนกรีต
2. ประเภทซีเมนต์เบส (Cementitious Waterproofing ) ใช้สำหรับทาหรือฉาบบนผิวคอนกรีต ผิวหน้าที่ได้จะเป็นตัวป้องกันการรั่วซึม(Protective Layer ) มี 2 ชนิดคือ 
ชนิดส่วนผสมเดียว จะเป็นผงซีเมนต์กันซึมอย่างเดียวนำมาผสมน้ำตามอัตราส่วนที่ผู้ผลิตกำหนด ผิวหน้าที่ได้จะเป็นผิวหน้าที่แข็ง ข้อดีคือราคาประหยัด ข้อเสียคือ ไม่มีความยืดหยุ่น 
ประเภท 2 ส่วนผสม ประกอบไปด้วยผงซีเมนต์กันซึมและน้ำยา อัตราส่วนผงซีเมนต์ต่อน้ำยาขึ้นอยู่กับผู้ผลิตกำหนด ผิวหน้าที่ได้จะเป็นผิวหน้าที่มีความยืดหยุ่น
3. ประเภทสร้างผลึกในเนื้อคอนกรีต (Waterproofing by Crystallization) ระบบกันซึมประเภทนี้มีทั้งชนิดที่เป็นผงและน้ำยา โดยเมื่อสารเคมีเข้าไปในเนื้อคอนกรีตแล้วจะเกิดการสร้างผลึกในเนื้อคอนกรีต ผลึกที่เกิดขึ้นช่วยทำให้คอนกรีตมีลักษณะทึบมากขึ้นสามารถป้องกันการรั่วซึมอันเกิดจากรูพรุนในเนื้อคอนกรีตได้
4. ประเภทเมมเบรน (Waterproof Membrane) มี 2 แบบคือ
ของเหลว (Liquid Membrane) สามารถใช้ทาเพื่อสร้างฟีล์ม โดยความหนาที่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราการทา สามารถสร้างฟีล์มหนาบางได้ตามความต้องการ มีสีให้เลือกตามความต้องการ 
แผ่นยาง (Sheet Membrane) สามารถนำไปใช้ปูได้เลย มีทั้งแบบที่เป็นลักษณะกาวแปะ หรือเป็นแบบเป่าไฟให้เนื้อกาวละลายก่อนแปะ
เอาจริงๆ กันซึมก็จะมีถึง 7 ชนิดเลยทีเดียว จะไม่งงได้ยังไง เฮ้อ

กันซึม(จำแนกโดยวัสดุ) แบ่งออกได้ 2 ประเภท
-1.แบบเหลว(Liquid Apply)
อะคิลิค,โพลี่ยูรีเทน,คริสตัลไลน์เซซั่น,ซีเมนต์ยืดหยุ่นตัว,บิทูเมนต์ เป็นต้น 
  • ประเภทซีเมนต์ -ไม่เหมาะกับพื้นที่แห้งหรือถูกความร้อน เนื่องจากเนื้อของวัสดุนั้นเป็นการผสมกันระหว่าง ซีเมนต์, ทรายคัดเกรดและ โพลีเมอร์ โดยวัสดุกันซึมประเภทนี้ควรนำไปใช้กับพื้นที่ๆเป็นกระถางต้นไม้ ,สระว่ายน้ำ และถังน้ำเป็นต้น และยังสามารถแบ่งเป็นประเภท Flexible (ยืดหยุ่นตัว) และ Elastomeric (ยืดหยุ่นตัวสูง) โดยแต่ละแบบมี. ดีและจุดด้อยต่างกันอันเนื่องมาจากคุณสมบัติของโพลิเมอร์ที่ผสมโดยอาจทำให้ปูกระเบื้องไม่ติดหากต้องการตกแต่งผิว
  • วัสดุกันซึมประเภทคริสตัลไลน์เซชั่น -พื้นที่ที่เหมาะกับวัสดุประเภทนี้คือบริเวณชั้นใต้ดิน เช่น ผนังกั้นดินและพื้นชั้นใต้ดิน โดยคุณสมบัติของระบบคริสตันไลน์เซชั่นนั้นจะอาศัยคุณสมบัติทางเคมีในการทำปฏิกิริยากับ free lime ในเนื้อคอนกรีต ทำให้เกิดการตกผลึกคริสตัลในเนื้อคอนกรีตอุดช่องว่างรูพรุน เมื่อเนื้อคอนกรีตมีความชื้นรั่วซึม แต่ไม่ควรใช้กับพื้นดาดฟ้าที่บริเวณใต้พื้นที่มีการตกแต่งภายใน เพราะว่าหากพื้นมีรอยแตกแล้วก่อนที่จะทำปฏิกิริยาเกิดเป็นผลึกได้นั้นต้องอาศัยระยะเวลาหนึ่งในการก่อตัวเป็นผลึกทึบน้ำอาจทำมห้มีน้ำรั่วลงสู่ชั้นล่างได้อย่างไรก็ดีพื้นที่ๆจะทำระบบกันซึมนั้นโดยเฉพาะชั้นดาดฟ้าควรมีการปรัย Slope 1:200 เพื่อการไหลฃองน้ำ
  • วัสดุกันซึมประเภทอะคริลิค -พื้นที่ที่เหมาะกับวัสดุประเภทนี้ได้แก่ชั้นดาดฟ้าระเบียงพื้นต่างๆที่ไม่มีน้ำครั้งและหากเสริม Fiberglass ก็จะทำให้มีความหนาเพิ่มมากขึ้นนอกจากจะกันรั่วซึมได้แล้วยังสามารถลดความร้อนลงสู่พื้นชั้นล่างได้ในระดับหนึ่ง ข้อดีของวัสดุประเภทนี้คือใช้งานง่าย
  • วัสดุกันซึมประเภท โพลี่ยูรีเทน -พื้นที่ๆเหมาะกับวัสดุ ประเภทนี้คือพื้นดาดฟ้าระเบียงที่ไม่มีน้ำท่วมขังตลอดเวลาโดยตัวคุณสมบัติของโพลี่ยูรีเทนจะทนความร้อนได้ดีและสามารถทาสีอะคริลิคหรือสีสะท้อนแสงทับได้ เพื่อสะท้อนรังสียูวี
-2.  แบบแผ่น (Sheet Apply)
•ขั้นตอนการติดตั้งของชนิดมีกาวในตัวการทำงานจะลงน้ำยารองพื้นบนผิวคอนกรีตแล้วจึงปูทับลงไปเป็นแถวแล้วซ้อนทับเป็นแนวยาว
•ขั้นตอนการติดตั้งของชนิดไม่มีกาวในตัวการทำงานจะลงน้ำยารองพื้นบนผิวคอนกรีตแล้วจึงปูทับลงไปเป็นแถวแล้วซ้อนทับเป็นแนวยาวแล้วจึงเชื่อมด้วยไฟหรือความร้อน หากเป็นวัสดุประเภทบิทูมินัส ก็จะเป่าด้วยไฟ หากเป็น ประเภทอื้นๆก็เชื่อมด้วยความร้อนแตกต่างกันไปตามเนื้อวัสดุที่ผู้ผลิตนำมาใช้งาน

โดยสรุป สรุปแบบเดาๆ ประเภท ซีเมนต์เบส วัสดุก็จะมีซีเมนต์เป็นตัวหลัก จะมีกี่ส่วนผสมก็ตามแต่ผู้ผลิต/ ประเภทสร้างผลึก/ ประเภท เมมเบรน ก็จะมีสองแบบคือ เป็น ลิควิค (อะคริลิค/โพลี่ยูรีเทน) และแบบเป็นชีท

wonder woman

หนังค่ายDC ที่เราไม่ไม่คาดหวังอะไรมากนัก ไม่ได้คิดจะรีวิวหรือวิจารณ์เลย เพราะหนังยืนโรงมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่คันปาก มีคนมาดูถูกดูแคลนว่าหนังไม่สนุก ดูแล้วง่วงบางช่วง เอาจริงๆถามว่าหนังมีช่วงพูดเยอะมั้ย ตอบเลยว่ามี แต่ส่วนตัวมองว่ามันไม่ได้แย่จนรับไม่ได้ หนังก็ต้องมีจังหวะให้พักบ้าง อยากจะแอคชั่นกันแบบแอบลุกไปฉี่ไม่ได้เลย แนะนำให้ไปดูมวยปล้ำ แต่ถ้าถามว่าเนื้อเรื่องดีมั้ย ตอบว่าเฉยๆ นี่ไม่ใช่หนังโนแลนดูแล้วหนักแน่น หรือซับซ้อนซ่อนเงื่อน เนื้อเรื่องง่ายดาย แต่โดยภาพรวมถือว่าหนังค่อนข้างจะกลมกล่อม สนุกใช้ได้ นางเอกสวยมากจนดึงความสนใจไปหมดทั้งๆที่นางแสดงไม่ดีนะหน้าเดียวทั้งเรื่อง พระเอกทำได้ดี แสดงไม่เด่นเกินหน้าและไม่ดรอปจนหายไป ส่งเสริมนางเอกได้ดีนะ ส่วนตัวให้ 7.5/10 ดูเถอะไม่เสียดายเวลาหรอก

รีวิว/สปอยล์ : Bahubali 2 conclusion (2017)

สิ้นสุดการรอคอยยาวนานถึง 2 ปี เขาก็กลับมา! กษัตริย์นักรบผู้ครองใจประชาชน "บาฮูบาลี"

ขอเล่าบรรยากาศที่โรงหนังซักเล็กน้อย ตอนซื้อตั๋วเห็นโรงเกือบเต็มก็ดีใจว่าคนให้ความสนใจอยู่บ้างแม้โรงจะน้อย พอเข้าโรงไปก็บพบว่า โอ้วที่โรงแน่นๆนี่ คนอินเดียทั้งนั้นเลย ก็อบอุ่นไปอีกแบบดูหนังกับเจ้าของเชื้อชาติเขาเลย


มาภาคนี้หนังดำเนินเรื่องง่ายๆ โดยต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว เล่าถึงช่วงเวลาหลังจาก การรบระหว่างเมือง มหิธมาตี กับกลุ่มคนอีกเมืองที่มารุกราน(หน้าตาแบบพวกอุรุกไฮ) ราชินีศิวากามี ทำพิธีกรรมซึ่งต้องเทินถ่านที่ติดไฟไว้บนศีรษะแล้วเดินเขาสู่พิธี เพื่อทำลายหุ่นอสูรร่างยักษ์ หากทำสำเร็จจะทำนายได้ว่าพระนางจะทำกิจสิ่งใดก็จะสำเร็จลุล่วง  ระหว่างนั้นมีช้างเชือกนึงเกิดหลุดออกมาขวางทาง เจ้าชายบาฮูบาลีจึงขับเกวียนบรรทุกองค์พระพิฆเณศเข้ามาชนช้างนั้นให้พ้นทาง ทำให้พระนางเดินต่อไปได้ และช้างเชือกนั้นก็ยอมสยบต่อบาฮูบาลี (ฉากเปิดนี่สวยงาม อบอุ่นและยิ่งใหญ่ ชอบๆ👍👍👍)
หลังจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องการพบรักของบาฮูบาลีกับนางเทวาเสนา และการพยายามจะเป็นกษัตริย์ของบัลลาพี่ชายของบาฮูบาลี

การดำเนินเรื่องหรือบทหนัง มีความขาดๆ เกินๆ อยู่หลายจุด เช่นว่าอยู่ดีๆ ก็มีพวกไหนไม่รู้มาบุกเมืองของเทวาเสนา (เดาว่าเป็นทหารมหิธมาตีนั่นแหละ แต่จังหวะการมาถึงรวดเร็วเกินไป) แล้วเมืองของเทวาเสนาก็ไม่มีทหารเฝ้าเมืองเลย (ซะงั้นอ่ะ) ทำให้บาฮูบาลีต้องเปิดเผยตัวตน หรือ ช่วงท้าย คัปตาปา บอกศิวะให้คิดอย่างบาฮูบาลี เอาจริงๆ คือพ่อลูกไม่เคยเจอกันเลย จะให้คิดเหมือนกันคือยังไง? แล้วพอบอกแค่นี้ก็คิดออกเฉยเลย 😰😰😰

การเฉลี่ยบทไม่ค่อยดีเท่าที่ควร นางเอกภาคที่แล้วไม่มีบทพูดเลย อาจจะผิดที่หนังถ่ายทำที่ละภาคแล้วภาคนี้ก็เทบทไปที่รุ่นพ่อจนหมด

หนังยังคงทำได้ดีในเรื่องของภาพมุมกล้อง และสัญลักษณ์ทางศาสนา ที่สงเสริมความมีบุญบารมีและเมตตาของบาฮูบาลี มีความขัดแย้งระหว่างคำมั่นสัญญากับความภักดี หน้าที่และหัวใจ แต่ไม่ว่าบาฮูบาลีจะตัดสินใจอย่างไรก็ยังคงคิดถึงแม่และประชาชนอยู่เสมอ
ในช่วงท้ายนางเทวาเสนาได้ทำพิธีกรรมเช่นเดียวกับนางศิวากามีตอนต้นเรื่อง แต่เป็นการกระทำระหว่างรบจริงๆ ถือว่าเปรียบเปรยได้ดีพอสมควร

ในส่วนกราฟฟิก ฉากวังหรือการรบในมุมกว้างยังคงถูกนำมาใช้เช่นเคย มีความเว่อวังอลังการ ซีจีในฉากต่อสู้ถูกนำมาใช้เยอะมากส่วนตัวคิดว่ามากเกินไป (นึกถึงหนังจีนยุคนึงที่มีแต่ซีจี)

ฉากแอคชั่น มีเยอะมากกว่าภาคที่แล้ว ในช่วงแรกการต่อสู้ที่เมืองของเทวาเสนา มีมุกเล็กๆในการสอนยิงธนูระหว่างต่อสู้ เป็นจังหวะที่สวยงาม ไคลแมกซ์ในช่วงท้ายเรื่องรู้สึกกร่อยๆ พยายามมีมุกแต่มันไม่ว้าวแบบในภาคแรก (ส่วนตัวมองว่าหนังน่าจะสร้างความต่างระหว่างบาฮูบาลีกับศิวะบ้าง ในการต่อสู้ที่ท้ายเรื่องควรใช้ชั้นเชิงหรือรบแบบกองโจร มากกว่าการกำลังหรือรบแบบทหาร )

สรุป บทหนังอาจจะขาดความสมเหตุสมผลบ้าง แต่หนังสนุกมีความเว่อวังอลังการมันส์สะใจ สไตล์ภารตะ

ถ้าให้ภาคแรก 9/10 ให้ภาคนี้ 8/10

ปล. ที่แย่ที่สุดคงไม่ได้ผิดที่ตัวหนัง ผิดที่ทีมทำซับไตเติ่ลภาษาไทย พิมพ์ผิดเยอะมาก ไม่ทราบว่ารีบหรือไม่ตั้งใจทำกันแน่ 👎👎👎




รีวิว/สปอยล์ : The girl on the train (2016)


หนังเดินเรื่องโดยใช้มุมมองหลักของ ราเชล (Emily Blunt) เป็นคนเล่าเรื่อง บอกเล่าเรื่องราว ความเกี่ยวพันกันระหว่างผู้หญิง 3 คน และผู้ชาย 3 คน แน่นอนว่าเป็นเรื่องชู้สาวและฆาตกรรม
ราเชล ติดเหล้าอย่างหนัก ทำให้จำเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่เธอเมาได้อย่างไม่ชัดเจนนัก เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ทอม (จัสติน เทอรู) สามีเก่า  เล่าถึงสิ่งที่เธอทำว่าแย่แค่ไหน เป็นผลทำให้ชีวิตคู่ต้องพังทลาย  
ราเชลยังฝังใจกับชีวิตคู่ และบ้านหลังที่เธอใช้ชีวิตร่วมทอม จึงชอบนั่งรถไฟผ่านไปอยู่เสมอ พลอยทำให้เธอสังเกตเพื่อนบ้านไปด้วย ในสายตาราเชล เมแกนและสกอตต์ เป็นคู่สามีภรรยาที่น่ารักในแบบที่ราเชลคงจะมีไม่ได้ เธอหวนนึกถึงชีวิตคู่ของตัวเอง และโทษตัวเองอยู่เสมอที่มีพฤติกรรมแย่ๆ และมีลูกไม่ได้ โดยหลงลืมและมองข้ามพฤติกรรมเจ้าชู้ของทอม
เมแกน (เฮลี่ เลนเน็ต) และ สกอตต์ (ลูค อีแวนส์) ย้ายบ้านมาอยู่ย่านเดียวกับบ้านของราเชลและทอมได้ไม่นาน เมแกนรู้สึกจำเจกับชีวิตที่เมืองนี้ เมแกนพูดคุยกับ ดร.แอบดิค นักจิตบำบัดอยู่เสมอ และชอบยั่วเขาด้วย  เธอรับเป็นพี่เลี้ยงเด็กและช่วยงานแม่บ้านให้กับ แอนนา (รีเบคก้า ฟูเกอร์สัน) ภรรยาใหม่ของทอม (ทั้งๆ ที่แอนนาก็ไม่ได้ทำงานนะจะมีพี่เลี้ยงเด็กทำไม??) อยู่ดีๆ วันนึงเธอก็พูดกับแอนนาว่าเธอจะไม่เลี้ยงเด็กแล้ว เธอจะไปทำงานที่แกลลอรี่ ซึ่งหลังจากนี้ไม่นานเธอก็หายตัวไป


ด้วยความหวังดี และว่างงานของราเชล เธอจึงไปบอกสกอตต์ เรื่องที่เธอเห็นเมแกน อยู่กับผู้ชายคนอื่น ขณะที่เธอนั่งรถไฟผ่าน (ปมหนังก็เริ่มจากตรงนี้แหละตามชื่อเรื่อง The girl on the train) การติดต่อกับสกอตต์ทำให้เธอต้องไปวนเวียนอยู่ใกล้กับบ้านเก่าของเธอและทอม ทำให้แอนนาเกิดความระแวง 
การหายตัวไปของเมแกน ผู้ต้องสงสัยคนแรกคือ ดร.แอบดิค และคนที่สองคือ สกอตต์ สามีของเธอ ที่มีพฤติกรรมส่อถึงความรุนแรง
ราเชลพยายามจะค้นหาความจริงด้วยการไปพบ ดร.แอบดิค นักจิตบำบัด (ซึ่งในระหว่างที่พูดคุยกันนั้นทำให้เราเข้าใจราเชลมากขึ้น เธอต้องทนทุกข์กับความรู้สึกผิด ที่เธอเองไม่มั่นใจ เป็นผลจากการติดเหล้าทำให้ความจำของเธอไม่ปะติดปะต่อ) และจากความพยายามในที่สุดราเชลเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด และรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกรตัวจริง


สำหรับคนที่ชอบหนังแนวลึกลับสืบสวนน่าจะชอบหนังเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย การดำเนินเรื่องน่าติดตามค่อยเป็นค่อยไป อาจจะไม่โฉ่งฉ่างลุ้นตับแลบ แต่ก็ไม่ได้เอื่อยเฉื่อยจนน่าเบื่อ
ต้องชื่นชมการแสดงของ เอมิลี่ บลันท์ ที่ถือว่าเอาอยู่ ดูเหมือนคนทนทุกข์ที่เกือบๆ บ้าได้ดีมากจริงๆ บวกกับฉากเซ็กซี่ของสาวเฮลี่ ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ถือว่าน่าดูมากจริงๆ :P

ปักกิ่ง - วันที่ 5 วัดลามะ Hutong Shichahai


วันนี้ตื่นสายคะ เพราะโปรแกรมหลวมๆ ที่ที่จะไปหลักๆ มีแค่วัดลามะ มื้อเช้าก็ฝากท้องไว้ที่ร้านซาลาเปาข้างโรงแรมร้านเดิม ประมาณ 9 โมงกว่าๆ ก็ตัดสินใจว่าจะลองไปเดินห้างที่คล้ายๆ ย่านประตูน้ำ-แพลททินั่ม เพราะผิดหวังจากตลาดรัสเซียมาเมื่อวาน


ห้างนี้ตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับ สวนสัตว์ปักกิ่งคะ การเดินทางก็ไม่ยาก รถไฟใต้ดินเช่นเคย พอไปถึงนี่แอบงงคะเพราะคิดว่าบรรยากาศน่าจะคึกคัก แต่ทำไมมันเงียบๆ จริงๆ แล้วเราต้องเดินอ้อมหลังตึกที่เป็นเหมือนอู่รถเมล์ไป ทีนี้ละคะ 4-5 ตึกตรงนั้น ประตูน้ำชัดๆ เบยคะ



รูปนี่ยืมมาจากหลายๆเวปนะคะ ตอนเราไปไม่ได้ถ่ายรูปไว้คะ เพราะมันชุลมุนมากเลย คนเยอะแยะ ป้ายราคาก็มักจะเป็นภาษาจีนคะ และคนมาซื้อส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นพวกแม่ค้ารายย่อยคะ ฉะนั้นแต่ละคนก็จะพะรุงพะรังกันพอสมควร บางทีของเพิ่งมาลงก็กองๆไว้ที่พื้นตรงทางเดิน ตึกที่เดินสบายสุดก็คือตึกที่อยู่ตรงกับทางเดินที่เข้ามา (ในแผนที่อยู่ด้านซ้าย)


ในเวปบอกว่าห้างแถวนี้ปิดประมาณ 3-5 โมงเย็น อันนี้เราก็ไม่คอนเฟิร์มนะคะ แต่ไปก่อนเวลานี้ไว้เป็นอันว่าปลอดภัยไม่ไปเสียเที่ยวละกัน ของที่ขายก็จะเป็นแฟชั่นสไตล์ปักกิ่งหน้าหนาวซึ่งเราคงไม่ได้ใช้ แต่เราก็ได้รองเท้าบูทเตี้ยมาคู่นึงประมาณ 700 บาท เราว่าไม่แพงนะ 


ช้อปปิ้งเสร็จก็ย้อนกลับมาเช็คเอาท์ที่โรงแรม และฝากกระเป๋าไว้คะ วันนี้เราบินกลับไทย ตีหนึ่งแหนะ
กลางวันวันนี้ เราจะไปร้านดังใกล้ๆกับ วัดลามะ นั่งรถไฟใต้ดิน 3 สถานี ลงที่สถานี LAMA yonghegong

เดินข้ามถนนไปนิดหน่อยคะก็จะถึงภัตตาคารชื่อดังที่ว่า ซึ่งคนก็เยอะจริงๆคะ ต้องรับบัตรคิวกันเลย ซึ่งคิวนี้จะขานเป็นเลขจีนนะคะ ฟังกันดีๆ หละ ^^ ตรงหน้าร้านก็จะมีน้ำร้อนไว้บริการฟรีคะ จิบๆไประหว่างรอ ดูเหมือนคนที่นี่เขาจะพกกระติกน้ำกันมั้งคะ มีบางคนเดินๆ ผ่านมาก็มาเติมน้ำฟรีเฉยเลย 555
หน้าตาภัตตาคาร ที่เราจะฝากท้องมื้อนี้กัน ขนาดมีตั้ง 3 ชั้นยังต้องนั่งรอคิวกันบานตะไท
มองไปเห็นวัดลามะที่ฝั่งโน้น
 
มื้อนี้สั่งสี่อย่าง ที่อยากจะแนะนำคือ ซาลาเปาและเกี๊ยวเสฉวน อร่อยคะ ออกรสเผ็ดหน่อยๆ เผ็ดแบบเครื่องเทศอะไรซักอย่างนะคะไม่ใช่เผ็ดแซบแบบพริกบ้านเรา
ทานอิ่มแล้วก็กลับมาเที่ยววัดลามะกันคะ
ค่าเข้าวัด 25 หยวน ราคานี้น่าจะรวมธูปที่เขาแจกแล้วคะ จุดที่รับธูปไม่ได้อยู่ตรงทางเข้านะคะ ต้องเดินผ่านสวนมาก่อนจะอยู่ซ้ายมือคะ ไปรับได้เลย ที่นี่เราจะได้ไหว้พระกันจริงๆ เป็นวัดจริงๆ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว 
ส่วนตัวเราก็เห็นด้วยกับการเก็บค่าเข้าแล้วแจกธูปเป็นวิธีที่มีระเบียบเรียบร้อยดี ไม่เหมือนวัดบ้านเราที่ไม่มีค่าเข้า พอจะไหว้พระต้องซื้อธูปเทียนจุดนึง ทำบุญอื่นๆอีกหลายๆจุด คือเราก็มองว่าเงินนี้เอาไปใช้ทำนุบำรุงวัด ก็เก็บเป็นค่าเข้าที่เดียว รับธูปทีเดียวเลยไม่ต้องวุ่นวายหลายอย่าง เหมาะกับวัดที่คนไปเยอะๆ หรือวัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

สำหรับรายละเอียดประวัติของวัดก็ตามเวปนี้ไปเลยจ้า
จากวัดลามะ จุดหมายต่อไปจะเป็นการเดินที่แสนยาวไกล เราจะไปหอกลองและ Shichahai โดยที่เราจะเดินผ่าน Hutong คือเป็นย่านที่เป็นบ้านเก่าดั้งเดิมของคนปักกิ่ง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับวัดลามะนี่เองคะ
ริมฝั่งถนนตรงข้ามวัดลามะจะมีร้านค้าเล็กๆอยู่เยอะแยะเลยคะ เริ่มตั้งแต่หัวถนน จะมี KFC ร้านกาแฟ ไปจนถึงร้านขายเครื่องรางต่าง และก็เป็นที่ตั้งของวัดขงจื้อซึ่งใครจะแวะเยี่ยมชมก็ได้ตามอัธยาศัยนะคะ ส่วนเราจะมุ่งต่อไปทางตะวันตกตามถนนเล็กๆ ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัย
บรรยากาศ Hutong (ยืมภาพจาก Google)
บรรยากาศ Hutong (ยืมภาพจาก Google)
ไม่ค่อยได้ถ่ายรูปมาเท่าไหร่นะคะขออภัย เราหามุมถ่ายรูปไม่ค่อยเก่งแถมยังมีรถจอดอยู่ตลอดเส้นทางเลยคะ ระหว่างทางเดินไปก็จะมีส้วมสาธารณะอยู่เป็นระยะๆ คิดว่าน่าจะเป็นส้วมในตำนานที่ว่าไม่มีผนังกั้นห้องอะไรทำนองนี้ ก็ลองเขาไปพิสูจน์กันดูนะคะ อิอิ
บ้านที่ดัดแปลงเป็นร้านอาหาร
ช่วงต้นๆ ทางส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้าน เป็น โรงเรียน บรรยากาศจะเงียบๆคะ แต่พอเริ่มใกล้ Shichahai ก็จะเริ่มมีบ้านที่ดัดแปลงเป็นร้านอาหารบ้าง hostel บ้าง แต่ก่อนจะถึง Shichahai แวะพักเหนื่อยถ่ายรูปที่ หอกลอง หอระฆัง 
ด้านหลังหอระฆังจะเป็นเหมือนลานกิจกรรมของชุมชม
หอระฆัง
หอกลอง
ค่าเข้า 30 หยวน ทางเข้าหลักอยู่ด้านหน้าหอกลองเราต้องเดินอ้อมไปทางด้านหน้านะคะ สำหรับรายละเอียดตามเวปนี้ไป คะ ^^ http://www.holidaythai.com/HaiHarvardWu/blogs-8250.htm คือเราก็ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมชมคะ ปีนบันไดไม่ไหวแว้ว 555 แวะถ่ายรูป นั่งเล่น คุณแฟนรองเท้ากัดอีก ต้องพักเท้าซักเล็กน้อยคะ
จากหอกลองข้ามถนนแล้วเลาะไปทางตะวันตกนิดนึงก็จะเจอตรอกเล็กๆ ลัดเข้าย่าน Shichahai คะ

ย่านนี้ก็จะเป็นแหล่งช้อปปิ้งคล้ายๆ กับสยาม กับร้านอาหารกลางคืน
สินค้าที่ขายก็มีทั้งของเล่นของฝาก พวกขนมลูกอมที่เหมือนเป็นของฝากที่ถนนเฉียนเหมินราคาถูกกว่าคะ ลัดเลาะผ่านร้านรวงมาเรื่อยๆก็จะทะลุทะเลสาบ ก็ถือว่ามาชมวิวบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดินที่นี่คะ
เห็นหอกลองอยู่ไกลๆ
รอบๆ ทะเลสาบจะเป็นร้านอาหาร ผับบาร์ สำหรับร้านอาหารราคาค่อนข้างสูงคะ

มีร้านสตาบัคด้วยนะ

เลาะมาทางตะวันตกของทะเลสาบเจอร้านอาหารไทยด้วยหละคะ
ตะวันตกดินแล้วเราต้องรีบจรลีจากที่นี่ไปแล้วคะ กลับไปแวะทานข้าวในห้างที่ถนนหวังฝู่จิ้ง จริงๆแล้วเราควรจะลองสุกี้มองโกลคะ เขารีวิวกันมา แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเนื้อแพะคะ และเราไม่ค่อยอยากกินอะคะก็เลยจบที่บะหมี่ร้านนี้ เป็นชามเล็กๆ ซึ่งเล็กเกินไปถ้าจะกินแค่ชามเดียว แต่เพราะมันไม่อร่อยคะ คุณแฟนแลดูไม่ปลื้ม ก็เลยจบแค่คนละชามซะงั้น
ได้เวลากลับแล้วคะ กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วขึ้นรถไฟใต้ดินไปโผล่ที่สนามบินเลยเหมือนขามา ทีแรกคิดว่าจะคืนบัตรอี้ข่าทงได้แต่กลับไม่ได้คะ รู้สึกว่าจะคืนได้ในเวลาราชการ ไม่เกิน 4 หรือ 5 โมงเย็นนี่แหละคะ กว่าเราจะไปถึงก็เกือบสามทุ่มแล้วคืนบ่ได้ ก็ต้องเก็บกลับมาเป็นที่ระลึก ปล.ใครจะไป ซื้อต่อเราได้นะ 555


กลับบ้านแล้วสรุปค่าใช้จ่ายแล้วก็พอๆ หรือถูกกว่าทัวร์ไม่มากหรอกคะ เราก็ได้ไปตามเส้นทางของตัวเอง ทั้งเหนื่อยและมีจุดพลาด แต่ก็ไม่ต้องไปแวะตามโรงงานหยก, บัวหิมะ บลาๆๆ ก็ได้อีกอรรถรสนึงคะ

>>>จบทริปนี้แล้วจ้า เจอกันใหม่ทริปหน้านะจ้ะ<<<



ปักกิ่ง - วันที่ 4 กำแพงเมืองจีน สนามกีฬารังนก ตลาดรัสเซีย CCTV


โปรแกรมวันนี้เราจะไปกำแพงหมื่นลี้กัน ตามข้อมูลที่ได้มาด่านที่ฮอตฮิต ใกล้ที่สุด ไปง่ายที่สุด และคนเยอะที่สุด คือด่าน ปาต้าหลิง (Badaling) ซึ่งเราก็ได้รับคำเตือนมาแล้วว่าถ้าจะไปอย่าไปวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อีกด่านนึงที่มีคนรีวิวคือด่านมู่เทียนหยู (Mutianyu) แต่ดูเหมือนจะไปยากกว่านิดหน่อย เราก็เลยเลือกแบบเซฟๆ ไปด่านปาต้าหลิง
เริ่มจากที่พักเราสถานี Dongsi เปลี่ยนขบวนที่สถานี yonghegong ไปลงสถานี Deshengmen เพื่อไปขึ้นรถเมล์สาย 877 ต่อเดียวถึงด่านปาต้าหลิง
การไปต่อรถเมล์สาย 877 นี่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าวิตกอะไรคะเพราะออกจากสถานี Deshengmen ก็จะมีป้ายบอกไปตลอดทางโดยเฉพาะที่พื้น คือป้ายลูกศรใหญ่มาก และมีไปตลอดทาง ไม่ต้องกลัวหลงคะ พอไปถึงจะมีรถเมล์สีเขียวนี่จอดอยู่เยอะแยะหลายสาย ก็พยายามมองหาแต่เลข 877 จะมีคนเข้าแถวขึ้นรถอยู่เยอะกว่าสายอื่นๆ 

การขึ้นรถเมล์ถ้าเรามีบัตร อี้ข่าทงอยู่แล้วเราก็เอาบัตรแปะที่เครื่องเลย ไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ (ราคาตั๋ว 12 หยวน) ซึ่งราคาที่หักจากบัตรจะถูกกว่าซื้อตั๋วบนรถเยอะคะ (หักจากบัตร 3 หรือ 6 หยวนนี่แหละคะ)

ประมาณ 1 ชม. ก็จะถึงด่าน Badaling จุดจอดรถเมล์ 877 จะอยู่ประมาณทิศใต้ของกำแพงขากลับก็มาขึ้นรถที่เดิมนะคะ ลงจากรถก็เดินเล่นไปตามถนน ตามหาของกินตุนก่อนปีนกำแพง 
ด้านใต้ของกำแพง บริเวณทางเข้ากำแพงเมืองจีน
ทางขึ้นใกล้กับจุดจอดรถเมล์  จะมีร้านค้าขายของฝากกับของกิน เช่น ข้าวโพดปิ้ง ไก่ปิ้ง ราคาไม่แรงมากคะ ทานได้ๆ หรือจะไปทานเคเอฟซีที่ด้านเหนือของกำแพง ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ และสำหรับใครที่เล็งไว้ว่าจะขึ้น cable car ทางขึ้นก็อยู่ใกล้ๆกับพิพิธภัณฑ์นี่หละคะ (ราคา cable car เที่ยวเดียว 80 หยวน ไปกลับ 100 หยวน)
กลุ่มร้านค้าทางด้านเหนือของกำแพง


เริ่มต้นปีนกำแพงหมื่นลี้กันเถอะ !!
ค่าเข้าช่วงไฮซีซั่น 40 หยวน
แพลนตอนแรกเรากะว่าจะขึ้น cable car และกลับด้วย pulley (ราคา pulley เที่ยวเดียว 30 หยวน ไปกลับ 600 หยวน) แต่คุณแฟนอยากจะเดินเอง!! และจะเดินถึงป้อม 12 !!  ก็โอเค๊ พิสูจน์อายุกันคะ กว่าจะถึงป้อม 8 เล่นเอาหอบแฮกๆๆๆ ในจุดนี้เจอกลุ่มสาวจีนถามทาง เราก็แอบตกใจ พร้อมกับบอกไปว่า I don't know......นางถึงกับเหวอไปเลย 555 


จากป้อม 8 ไปป้อม 12 ไม่มีป้ายบอกอะไรทั้งสิ้นนะคะว่าเราถึงไหนแล้ว และนักท่องเที่ยวที่มากับเราก็น้อยลงเรื่อยๆ จนเราชักไม่มั่นใจว่าเรามาถูกทางมั้ย -*- 
หลังจากเดินครบ 12 ป้อมจนถึงทางออก สำหรับใครที่ยังไม่ได้ไป เราแนะนำว่าอยากให้เดินกันคะ ไหนๆ ก็ได้มาแล้ว ถ้าขึ้นกระเช้า แค่ถ่ายรูปมันไม่ได้ซึมซับบรรยากาศเท่าไหร่นะคะ อีกอย่างเลยป้อม 8 มาคนน้อยลงเราสามารถจะหยุดถ่ายรูปได้ชิวๆ ไม่ติดคนอื่น (แม้ว่าทางจะชันไปซักหน่อยก็ตาม)
ถึงทางออกที่ป้อม 12 ข้างทางจะมีของฝากกับของทานเล่นเช่นเคย เราลองซื้อขนมชนิดนึงมา ไม่รู้ว่าชื่ออะไรแต่ขายเป็นหน่วยจิน ครึ่งจินราคา 7 หยวน ตอนซื้อเราก็พูดคำว่าครึ่งจินไม่ได้ ก็เลยบอกไปว่าเอา 7 หยวน (ชี-ไคว่) ขนมนี่รสชาติเหมือนตังเมแต่ใส่ไส้ถั่วบด รสชาติไม่หวานไม่เหนียวเท่าตังเม กินกับน้ำชาก็เข้ากันดีคะ
เลยร้านค้าออกมาก็จะเจอสวนสัตว์เล็กๆ มีแต่หมี ให้อาหารน้องหมีได้นะคะ คาดว่าจะขยายเป็นสวนสัตว์จริงจังในอนาคตนะ
ทางเข้าสวนสัตว์ ที่จะทะลุไปโผล่ป้อม 12
ออกจากสวนสัตว์เดินออกมาอีกนิดหน่อยก็จะถึงจุดจอดรถเมล์ ก็ต่อคิวขึ้นรถกันได้เลยจ้า
มาถึงสถานี Deshengmen ประมาณ บ่ายสองกว่าๆ นั่งรถไฟใต้ดินไปสนามกีฬารังนกกันคะ นั่งไป 1 สถานีแล้วเปลี่ยนรถที่สนานี Gulou แล้วนั่งต่อไปอีก 3 สถานีถึงสถานี Olympic sport center

ถึงสถานี Olympic แล้วจ้า มีลู่ให้วิ่งกันเลย
Olympic sport center ไม่เก็บค่าเข้าคะ มาถึงบรรยากาศขมุกขมัวสลัวๆ ซักพักฝนก็ตก -*- ด้วยความเหนื่อยจากการปีนกำแพงหมื่นลี้ เราก็เดินๆ หยุดๆไปเรื่อยคะ ออกจากสถานีก็มุ่งขึ้นเหนือ ไปหาสนามกีฬารังนกคะ

ซูมดูโครงสร้างแบบใกล้ๆ
ตามทางเดินใหญ่โตอลังการนั้น ก็จะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มากับทัวร์เป็นกลุ่มๆ ทางขวามือก็จะเป็นสนามกีฬารังนกอันเป็นเป้าหมายหลักของเรา ทางซ้ายมือก็จะเป็นสระว่ายน้ำ ที่ออกแบบเปลือกอาคารให้คล้ายๆ ฟองน้ำหรือฟองอากาศ ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องไปทางขวาหาสนามกีฬาก่อน แต่พอเรามาอยู่ฝั่งสนามกีฬาแล้วเราเหนื่อยจะเดินข้ามทางเดินกว้างใหญ่ในั้นไปหาสระว่ายน้ำแล้ว ถ่ายรูปไกลๆละกันนะ แฮ่:P
จากตรงนี้เราก็เดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ ผ่าน Linglong Tower  เดาว่าเป็นศูนย์ถ่ายทอดสดเวลาแข่งกีฬา และอาจจะขึ้นไปชมวิวทางด้านบนได้  
 Linglong Tower 
เราจะไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่สถานี Olympic Park ใกล้ๆกันจะมีที่ช้อปปิ้งเล็กๆ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเดิน เพราะฝนเริ่มตกเยอะแล้วคะ ในสถานีก็จะมีร้านค้าร้านอาหารอีกคล้ายๆ ในรถไฟใต้ดินบ้านเรา
ถึงเวลาหาข้าวเย็นกันแล้วคะ คุณแฟนเสนอว่าอยากไปช้อปปิ้งที่ตลาดรัสเซียคะ ตามที่ทัวร์เขาพาไปเที่ยวกัน เราก็เลยจะลองไปเดินตลาดรัสเซียและหาอะไรทานแถวนั้นเลยคะ 

เริ่มจากสถานี Olympic park เปลี่ยนรถสองครั้งที่ สถานี Gulou Street และสถานี Jiangguomen ลงรถไฟที่สถานี  Yong an li
ตลาดรัสเซีย
ถึงแล้วคะตลาดที่ทัวร์ชอบพามาลง ที่นี่เราเจอนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มากับทัวร์ด้วย และคงเพราะเรามาถึงค่อนข้างจะค่ำแล้ว คนที่เดินช้อปปิ้งกันค่อนข้างจะน้อยคะ ส่วนใหญ่ก็มีคนไทยกับฝรั่งนี่หละคะ ราคาของค่อนข้างแพง และแม้ว่าจะมีรีวิวบอกว่าถ้าเราจะซื้อควรต่อราคาลงไปซัก 10 เท่า!! แต่ดูๆไปแล้วของที่ขายที่นี่เราน่าจะหาซื้อได้ตาม ตลาดโรงเกลือ แม่สาย หรือแถวหาดใหญ่นะคะ เราก็เลยได้แต่เดินเล่นแล้วข้ามถนนไปทางด้านทิศตะวันออก

ทางฝั่งนี้ของถนนจะเป็นตึกแถวที่มีร้านอาหารอยู่หลายร้านคะ ส่วนใหญ่จะมีภาษาอาหรับด้วย เดาว่าน่าจะเป็นพวกอาหารสำหรับมุสลิม คุณแฟนก็จัดมาหนึ่งเมนูคะ เป็นข้าวผัดและน้ำซุป นางบอกว่าร้านนี้อร่อยคะ ไม่มันมาก ราคา 35 หยวน 
หลังจากกินอิ่มเราก็เดินย่อยขึ้นเหนือไปที่ The Place เป็นศูนย์การค้าที่เขาบอกว่ามีจอทีวียักษ์ใหญ่ ฝั่งซ้ายมือของถนนน่าจะเป็นสวน เรียกว่า temple of sun ถ้ามีเวลามากๆ ก็น่าจะพอแวะเข้าไปเดินเล่นได้อยู่คะ แต่เราไม่มีเวลาและตอนนี้ฟ้ามืดตื้อ สวนคงปิดไปแล้ว เราไปเที่ยวห้างกันดีกว่า :P
The Place
ที่วียักษ์ใหญ่ ใหญ่จนเอามาทำหลังคาซะเลย
จากนั้นเราก็เดินลัดเลาะไปทางทิศตะวันออก เพื่อไป CCTV headquarter ไปชมสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แบบมืดๆ กัน ^^
บรรยากาศย่านนี้น่าจะเป็นโซนธุรกิจ มีแต่ตึกสูง แสงสีและรถติด 55 เป็นคนละอารมณ์กับโซนที่เราพักซึ่งใกล้กับพระราชวังต้องห้าม 

ทาด้าาาา ถึงแล้วจ้า CCTV HEADQUARTER ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง รายละเอียดตามนี้ >>>  http://oma.eu/projects/cctv-headquarters

>>>วันนี้เหนื่อยแล้ว ได้เวลาพัก เจอกันพรุ่งนี้จ้ะ<<<