The Haunting in Connecticut :คฤหาสน์ช๊อค 1

หลังจากได้มีโอกาสดู คฤหาสน์ช๊อค 2 เห็นว่าสนุกใช้ได้เลยไปจัดหาภาค 1 มาดู
หนังในซีรีย์ คฤหาสน์ช๊อค ตัวเอกไม่ใช่คนหรือผี แบบในหนังภาคต่อเรื่องอื่นๆ แต่ตัวเอกคือ บ้าน หรือ คฤหาสน์ ดังนั้นในภาค 1 และ 2 จึงไม่มีอะไรที่เชื่อมต่อกันเลย เพียงแต่เป็นการบอกเล่า เรื่องสยองขวัญ ที่เกิดในบ้านแต่ละหลัง
สำหรับภาค 1 เป็นเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก 3 คน และหลาน 1 คน
ตัวละครหลัก คือ แมท และแม่  แมทป่วยเป็นมะเร็งที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง และด้วยความที่บ้านพักอยู่ห่างจากโรงพยาบาลมาก ครอบครัวนี้จึงย้ายมาเช่าบ้านหลังหนึ่ง ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลมากขึ้น และบ้านหลังนี้เองที่เป็นที่มาของเรื่องราวสยองขวัญทั้งหมด
หลังจากดูจบรู้สึกว่านี่เป็นหนังผีที่ดี มีทั้งความน่ากลัว เรื่องราวชวนสงสัยและค้นหาที่มาที่ไปของบ้านและผี ตามแบบฉบับหนังผีทั่วๆไป แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ หนังเรื่องนี้มีความดราม่า ดูแล้วชวนสงสารทั้งผีทั้งคน และมีอารมณ์ซึ้งเล็กๆ ในความรู้สึกของแม่ที่มีต่อลูก ความรู้สึกรับผิดชอบของพ่อที่มีต่อครอบครัว
ส่วนตัวแล้วชอบตอนจบของเรื่องราวทั้งหมดประทับใจในการตัดสินใจของแมทที่จะจัดการกับเรื่องราวในอดีตที่เกี่ยวของกับวิญญาณที่มาหลอกหลอนเขา เป็นสิ่งที่เขาทำให้เหล่าวิญญาณพวกนั้นได้แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตมากก็ตาม

สำหรับรายละเอียดของเรื่องราวขออนุญาตยกมาจาก http://www.online-station.net/entertainment/others/39  ซึ่งน่าจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดได้ดีกว่าผู้เขียน ^^

เปิดโปงเรื่องจริงของบ้านผีสิงที่ดังที่สุดในอเมริกา !
โดยบริษัทผู้สร้าง Saw 
 ประเภท: สยองขวัญ / ทริลเลอร์
สัญชาติ: อเมริกัน
อำนวยการสร้าง: พอล บรูคส์ (Slither, White Noise)
กำกับการแสดง: ปีเตอร์ คอร์นเวล (Ward 13)
เขียนบทภาพยนตร์: อดัม ไซมอน (Bones, The American Nightmare)

นำแสดง: 

เวอร์จิเนีย แม็ดเซน (Sideways, The Number 23)
- ไคล์ กาลเนอร์ (Veronica Mars, CSI: NY)
- อแมนด้า ครูว (Sex Drive, Final Destination 3)
- เอเลียส โกเทียส (Zodiac, Skinwalkers)
- มาร์ติน โดโนแวน (The Alphabet Killer, Ghost Whisperer)

กำหนดฉาย: 23 เมษายน 2552จัดจำหน่าย: มงคลเมเจอร์
เขาดูทีวีกับคุณ! ร่วมโต๊ะอาหารกับคุณ! นอนข้างๆ คุณ!
คุณเคยเห็นมันบ้างมั้ย?
“จะเป็นเช่นไรถ้าคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียว สำหรับสิ่งที่คุณเห็นคือ....ไม่สามารถอธิบายได้”
The Haunting in Connecticut สร้างจากเรื่องจริงอันน่าเหลือเชื่อ ซึ่งพูดถึงครอบครัวธรรมดาที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ เมื่อครอบครัวแคมพ์เบลล์ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่รัฐคอนเน็ตติกัต พวกเขาก็ได้รู้ว่าสถานที่อันแสนเงียบสงบแห่งนี้ มีความหลังที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ เพราะไม่เพียงแค่ว่ามันคือบ้านที่เคยใช้จัดงานศพมาก่อน แต่ลูกชายเจ้าของบ้านก็ยังเป็นร่างทรง ที่ทำหน้าที่เหมือนกับประตูที่เชื่อมกับภพนึง ที่วิญญาณใช้ในเดินทางข้ามมายังโลกใบนี้ แล้วความสยองที่ไม่อาจหาอธิบายออกมาได้ ก็บังเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ โจนาห์ เด็กชายที่สามารถติดต่อกับคนตาย ได้กลับมาปลดปล่อยแรงอาฆาตกับครอบครัวแคมพ์เบลล์ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเขาเลย
บทนำ
ประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา เต็มไปด้วยเรื่องราวของวิญญาณและภูติผีปีศาจ เรื่องเล่าของบ้านผีสิงและตำนานเล่าขานถึงเบื้องหลังของบ้านแต่ละหลังอันน่าสยดสยอง ก็สามารถอ่านได้ตามหลักฐานที่มีการบันทึกเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในรัฐนิวอิงแลนด์ และรอยต่อระหว่างสามรัฐใกล้เคียง
เช่นในรัฐคอนเน็ตติกัต หมู่บ้านบางแห่งได้อันตรธานหายไป เนื่องจากการถูกวิญญาณอาฆาตตามรังควาญ โดยเฉพาะหมู่บ้านทางตะวันตกเฉียงเหนือของมลรัฐที่ชื่อ “เมืองดัดลี่ย์” ที่ชาวบ้านทุกคนถูกทำให้คลุ้มคลั่ง อันเนื่องมาจากวิญญาณร้ายที่ตามหลอกหลอน และทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขารุ่นแล้วรุ่นเล่า
ในปี 1987 ฝันร้ายก็ได้เดินทางมาสู่ครอบครัวหนึ่งในเซาท์ธิงตัน รัฐคอนเน็คติกัต ที่เพิ่งย้ายเข้ามาในบ้านเปล่าที่ตั้งอยู่ใน เมอร์ริเดียน อเวนิว
หลังจากที่ครอบครัวแคมพ์เบลล์ได้ย้ายเข้ามาแล้ว พวกเขาก็ค้นพบว่ามีป่าช้าขนาดย่อมตั้งอยู่หลังบ้าน มีห้องโถงสำหรับทำการดองศพในชั้นใต้ดิน และในลิ้นชักห้องนอนก็ยังมีรูปของคนตายบรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก... ใช่แล้ว เพราะบ้านหลังใหม่ของพวกเขา เคยเป็นสถานที่ใช้ในการจัดงานศพมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 20
และไม่นานนัก พวกเขาก็ได้สัมผัสได้ถึงประสบการณ์เหนือธรรมชาติ เช่น เสียงแปลกๆ, กลิ่นที่ไม่คุ้นจมูก, อุณหภูมิของห้องที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน, การปรากฏตัวของร่างลึกลับ ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรุนแรงขึ้นตามลำดับ และเกือบที่จะพรากสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งพวกเขาก็ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า ตัวเองจะต้องมาประสบเคราะห์ชะตากรรม ในเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด เท่าที่เคยถูกบันทึกกันในประวัติศาสตร์เรื่องเล่าบ้านผีสิง
 ทีมโปรดักชั่น
โปรเจ็คภาพยนตร์เรื่อง The Haunting in Connecticut เริ่มออกสตาร์ทตั้งแต่ปี 2003 เมื่อผู้อำนวยการสร้าง แอนดรูว ทราพานิ ได้เห็นสารคดีในโทรทัศน์ ที่เล่าถึงความสยองในแบบที่คาดไม่ถึงของ คาร์เมน รีด และครอบครัว มันทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมาทันที และเมื่อจบเขาก็พยายามหาทางติดต่อกับ คาร์เมน เพื่อที่จะได้คุยกันต่อหน้า หลังจากที่พวกเขานัดกันและได้ยินประสบการณ์ของเธอโดยตรงแล้ว ทราพานิ และผู้อำนวยการสร้าง พอล บรูคส์ ก็ยิ่งรู้สึกตกใจ เพราะเรื่องของเธอมีความแปลกใหม่และสมควรแก่การถูกเล่าให้คนฟังมากกว่านี้ โดย บรูคส์ เล่าว่า "ความจริงก็คือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติทั้งหลายแหล่นั้น เกิดขึ้นกับสมาชิกในบ้านทุกคนในช่วงเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ"
ผู้กำกับ ปีเตอร์ คอร์นเวล ก็รู้สึกได้ถึงพลังงานขับเคลื่อนที่อยู่ในเรื่อง เขาเล่าว่า "การที่มันเป็นเรื่องจริงนั้น ก็ยิ่งจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อคุณสามารถรู้สึกเชื่อมถึงได้กับใครบางคน ที่ต้องเผชิญหน้ากับความสยองที่เคยเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาเท่านั้น"
สำหรับผู้เขียนบทร่วม อดัม ไซมอน และ ทิม เม็ทคัลฟ์ The Haunting in Connecticut คือโอกาสเหมาะ ในการใช้ความเป็นแฟนพันธ์แท้ของเรื่องเหนือธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ เม็ทคัลฟ์ เล่าว่า 
"ความสนใจร่วมกันของเรา ไม่ว่าจะเป็นรื่องเหนือธรรมชาติ ในโลกวรรณกรรม, ภาพยนตร์ และความจริ่งในประวัติศาสตร์ ช่วยให้เราช่วยกันหล่อหลอมเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น"
นักเขียนบทภาพยนตร์ทั้งคู่ ถือว่าเป็นคนที่ศึกษาเรื่องวิญญาณและเรื่องราวสยองขวัญ โดยพวกเขาได้นำเอาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในอดีต มาใส่ลงในพื้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ แน่นอน มันต้องพูดถึงการคุกคามของวิญญาณที่น่าสะพรึงกลัว, พิธีกรรมเข้าทรง และความสยดสยองของสิ่งที่เรียกว่า “Ectoplasm”
หลังจากที่เขาได้สร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องสั้น ที่ได้รับรางวัลมาหลายสถาบัน Ward 13 ผู้กำกับ ปีเตอร์ คอร์นเวล ก็ได้ถูกจับตามองจากผู้อำนวยกาสร้างในฮอลลิวู้ด ซึ่ง บรูคส์ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาพูดถึงผู้กำกับว่า "อนิเมชั่นของ ปีเตอร์ เป็นอะไรที่หลอนมากและมันยังถูกสร้างด้วยจิตวิญญาณจริงๆ ผมคิดว่าเขามีมุมมองในเรื่องสยองขวัญที่ดูสดใหม่ และเขาก็ยังเห็นด้วยกับเราว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ควรเน้นลงไปในความจริงที่เกิดขึ้น และต้องซื่อสัตย์ต่อเรื่องราวของครอบครัวแคมพ์เบลล์"
โดยตัวของ คอร์นเวล เองก็รู้สึกกระตือรือล้น ในการลงไปสำรวจโลกของภาพยนตร์เรื่องยาว ที่ใช้คนแสดงจริงครั้งแรก "การสร้างอนิเมชั่นนั้น คุณต้องเห็นทุกฉากอย่างชัดเจนในหัวของตัวเอง ก่อนที่คุณจะเริ่มถ่ายทำ แต่ในภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงนั้น คุณต้องร่วมงานกับนักแสดงที่มีไอเดียเป็นของตัวเอง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมได้จากเรื่องนี้ ทุกคนก็ให้ความร่วมมือและช่วยกันสร้างสรรค์เป็นอย่างดี"
เวอร์จิเนีย แม็ดเซ่น คือนักแสดงที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เรื่อง Sideways และยังเคยเป็นขวัญใจคอหนังคัลท์ สำหรับการแสดงอันยอดเยี่ยมจาก Candyman โดยเธอเล่าว่า ตัวเองมองหาบทภาพยนตร์สยองขวัญดีๆมากว่า 3 ปีแล้ว แต่กว่า 30 บทที่เธอได้อ่าน มันก็เป็นเพียงแค่หนังสยองขวัญธรรมดา ที่มีแต่การทรมาณและฉากแหวะๆ ขายความโหด
เธอเล่าว่า “แต่เมื่อฉันได้อ่านบทภาพยนตร์ชิ้นนี้ ที่มีเรื่องน่าสนใจและมีตัวละครหญิงที่ซับซ้อนอย่าง ซาร่า แคมพ์เบลล์ มันก็ทำให้ฉันกลัวจนหัวหดเลย แคมพ์เบลล์ คือหญิงแกร่งและเป็นคริสตชนที่มีความศรัทธา แต่เธอต้องดิ้นรน ในการประคับประคองครอบครัวเธอ ให้ผ่านประสบการณ์ท้าทายความเชื่อ ซึ่งอยู่ในมือของปีศาจร้ายที่อยู่ในบ้านของเธอนี้เอง"
ในขณะที่ แม็ดเซ่น ยอมรับว่า ในตอนแรกเธอไม่มั่นใจในฝีมือของผู้กำกับหน้าใหม่ แต่การเตรียมงานสร้างของเขา รวมถึงวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัด ก็ช่วยให้เธอมั่นใจมากขึ้น เธอเล่าว่า "เมื่อฉันพบกับ ปีเตอร์ พวกเราก็รู้ว่ามีความหลงไหลในสิ่งเดียวกัน ฉันชอบหนัง ฉันรักหนังสยองขวัญและเขาเองก็เช่นกัน ฉันไปหาอนิเมชั่นเรื่องสั้นของเขามาดู พวกเรารู้สึกเข้าใจกันตั้งแต่วันแรกเลย จุดเด่นในตัว ปีเตอร์ ที่ฉันค้นพบ ก็คือการที่เขาเป็นคนที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และก็แน่ใจว่าหนังที่เขากำลังสร้างนั้น จะต้องออกมาเป็นแบบไหน"
คอร์นเวล เองก็พูดถึงนักแสดงนำของเขาว่า "การได้ร่วมงานกับ เวอร์จิเนีย ก็เหมือนกับฝันที่เป็นจริง เธอเป็นคนที่มีพื้นฐานการแสดงที่เฉียบคม, มีประสบการณ์สูง และสำคัญที่สุดคือเธอขึ้นกล้องอย่างแรง"
ภายใต้บรรยากาศของเนื้อเรื่องที่มืดมน แม็ดเซ่น ก็ต้องเป็นเหมือนแม่จริงๆ ให้แก่นักแสดงวัยรุ่นที่รับบทเป็นลูกบนจอ ซึ่งเธอก็ได้ให้ความร่วมมือตลอดการถ่ายทำ จนทำให้ แม็ดเซ่น ได้รับสมญานามในกองถ่ายว่า "คุณแม่ วี" อแมนด้า ครูว ซึ่งรับบทเป็นหลานสาวของ ซาร่า ที่ชื่อ เวนดี้ ได้พูดถึง แม็ดเซ่น ว่า "เธอเข้าใจว่า พวกเราต้องอาศัยความสามารถในการแสดงของเธอ ในการเล่าเรื่องที่มีความกดดันชิ้นนี้ และก็เหมือนตัวละครในเรื่องนี้ เธอเป็นเหมือนประภาคารที่ช่วยนำทางให้กับพวกเรา"
สำหรับนักแสดงหนุ่มอีกคนอย่าง ไคล์ กาลเนอร์ ที่คนดูซีรี่ย์อาจจะจำได้จากซีรี่ย์ยอดนิยม Veronica Mars โดยในเรื่องนี้เขารับบทเป็น แม็ตต์ แคมพ์เบลล์ โดยนี้เป็นงานที่ท้าทายสำหรับตัวเขา เพราะไม่เพียงแค่ต้องแสดงอยู่ในกลุ่มนักแสดงนำเป็นครั้งแรก แต่ตัวละครของของเขาก็ยังต้องแสดงออก ให้เห็นถึงสภาวะทางอารมณ์ที่หลากหลายอีกด้วย
แม็ตต์ ต้องรับมือกับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแม่ และยังต้องต่อสู้กับผู้มาเยือน ที่ดูเหมือนฝาแฝดจากอีกภพนึงของตัวเขา ไคล์ ได้เล่าถึงการมารับภาระนี้ว่า "บทนี้มันท้าทายสุดๆไปเลย สำหรับผมแล้วมันค่อนข้างจริงจัง ทั้งที่มันเป็นเพียงแค่ภาพยนตร์เท่านั้น มันยังทำให้ผมรู้สึกแปลกใจอีกว่า มันเคยเกิดขึ้นจริงกับครอบครัวหนึ่ง”
ในฐานะที่ตัวเองยังเป็นวัยรุ่น ไคล์ ได้เสนอไอเดียของตัวเขาเองให้กับผู้สร้าง เพื่อทำให้ แม็ตต์ กลายเป็นตัวละครที่มีความสมจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ คอร์นเวล พูดถึงนักแสดงหนุ่มไฟแรงว่า "ไคล์ อายุเพียงแค่ 16 ปี ดังนั้นผมจึงรู้สึกดีใจ เมื่อเขาใส่เอามุมมองของเด็กในช่วงอายุนั้นเข้ามา โดยผมมอบหน้าที่ให้เขาหาทางที่จะแสดงในแต่ละฉาก เพื่อที่จะได้ทำให้มันสมจริงและเขาเองก็รู้สึกเชื่อ นี้คือความสามารถพิเศษของ ไคลล์ ล้วนๆ ที่ทำให้ แม็ตต์ ออกมาโลกแล่นเหมือนมีชีวิตจริง"
 แม็ดเซ่น ผู้ซึ่งในชีวิตจริงมีลูกชายอายุ 13 ปี ก็รู้สึกเข้าใจถึงความซับซ้อน ระหว่างความสัมพันธ์ของแม่และลูกในบทภาพยนตร์ ในขณะที่ แม็ตต์ ต้องเห็นภาพหลอนต่างๆนาๆ เขาก็ต้องตัดสินใจว่า ตัวเองจะเล่าให้แม่ฟังมากแค่ไหน เพราะเขาไม่อยากให้เธอต้องกังวลใจมากกว่าที่เป็นอยู่ โดย แม็ดเซ่น เล่าถึงประเด็นนี้ว่า "มีหนังหลายเรื่อง ที่ตีความวัยรุ่นเป็นพวกแอนตี้สังคม และรู้สึกเกลียดพ่อแม่ของตัวเอง แต่ความจริงแล้ววัยรุ่นมันซับซ้อนมากกว่านั้น ฉันพบว่าความสัมพันธ์ของ แม็ตต์ และ ซาร่า ถูกตีแผ่ออกมาด้วยความสัตย์จริง"
เอเลียส โกเทียส รับบทเป็น หลวงพ่อโปเปสคู บาทหลวงที่พยายามช่วยเหลือครอบครัวแคมพ์เบลล์ ซึ่งเขาทำให้ผู้กำกับ คอร์นเวลล์ รู้สึกประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการอยู่ในคาแร็คเตอร์ตลอดระยะเวลาการถ่ายทำ ซึ่ง แม็ดเซ่น ผู้เคยร่วมงานกับ โกเทียส มาแล้วใน The Prophecy ได้กล่าวไว้ว่า เขาคือนักแสดงที่มีพรสวรรค์ที่สุดคนหนึ่ง ผู้ซึ่งลงไปสำรวจถึงตัวละครที่เขารับเล่นทุกบท
ผู้กำกับ คอร์นเวลล์ ยังได้พูดถึงนักแสดงมากความสามารถคนนี้ว่า 
"เอเลียส ได้นำจิตวิญญาณมาใส่ในตัวละครนี้ เขาพร้อมที่จะลงไปในสถานการณ์ต่างๆ แม้ว่ามันอาจจะทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจนักก็ตาม"
มาร์ติน โดโนแวน รับบทเป็น ปีเตอร์ พ่อผู้หวังดี ที่ต้องรับภาระเรื่องปัญหาการเงินของครอบครัว โดย โดโนแวน เองก็รู้สึกประทับใจกับบทภาพยนตร์ ที่มีความเอาใจใส่กับตัวละคร ซึ่งเขาพบว่ามันเป็นเรื่องแปลกสำหรับหนังสยองขวัญ "ผมได้ยกเอาไอเดียของความรู้สึกผิดและแรงอาฆาตมาพูดคุยกับผู้กำกับ ซึ่งก็น่ายินดีว่ามันไปในทำนองเดียวกับที่ ปีเตอร์ คิดเอาไว้เลย"
นักแสดงหลักคนสุดท้ายคือ อแมนด้า ครูว ผู้รับบทเป็นลูกพี่ลูกน้องของ แม็ตต์ โดย ครูว รู้สึกสนใจในบทภาพยนตร์นี้ โดยเฉพาะเรื่องของความสยอง ซึ่งทำให้เธอรู้สึกกลัวอย่างที่สุดในระหว่างการถ่ายทำ โดยเฉพาะในฉากที่เธออยู่หลังประตู ที่ถูกขวานจามอย่างบ้าคลั่ง เธอเล่าว่า "เพียงแค่ในเทคที่สอง คมขวานมันก็ใกล้หน้าของฉันมาก ซึ่งก็ทำให้หัวใจของฉันเต้นแทบทะลุออกมาจากอก ที่คุณจะเห็นนั้นไม่ใช่การแสดง แต่เป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกกลัวจริงๆ"
บางทีตัวละครที่สำคัญที่สุดของเรื่องก็คือบ้านหลังนี้ ผู้เขียนบท อดัม ไซมอน ได้เล่าว่า "บ้านหลังนี้ คือตัวละครที่สำคัญที่สุด ซึ่งจากประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์ คุณก็จะเห็นว่ามันสร้างอิทธิพลให้กับเนื้อเรื่องขนาดไหน อย่างเช่นบ้านริมผาใน The Haunting of Hill House และโรงแรมกลางหุบเขาจาก The Shining มันก็เลยเป็นเรื่องท้าทาย ที่เราจะต้องสร้างบ้านสามารถสร้างความรู้สึกแบบเดียวกันได้"
คอร์นเวลล์ ได้ทำงานร่วมกับผู้ออกแบบงานสร้าง อลิเซีย เคย์วาน อย่างใกล้ชิด โดยพยายามหาสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด จนในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับบ้านแนววิคตอเรียน ในเมืองทิวลอน ที่อยู่ห่างจากเมืองวินนิเพ็ค, ประเทศแคนาดา ออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง โดย คอร์นเวลล์ ได้อธิบายถึงการเลือกสถานที่นี้ว่า "ในการเสาะหาสถานที่ถ่ายทำ คุณมักจะแยกไม่ค่อยออกว่าแต่ละที่นั้นมีจุดเด่นอย่างไร แต่สถานที่แห่งนี้มอบความรู้สึกให้กับผมอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าผมรู้จักมันมาก่อน และมองมันในฐานะที่เป็นนักแสดงอีกคนหนึ่งเลยทีเดียว"
แม็ดเซ่น เองก็พูดถึงพลังงานซ่อนเร้น ที่อยู่ในบ้านหลังนี้เหมือนกันว่า "บ้านหลังนี้แทบมีหน้าตาเป็นของตัวเอง แค่คุณเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้น มันก็น่าขนลุกแล้ว "
บ้านหลังนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาล หน้าต่างทรงกลมที่โดดเด่น และทางเดินรถที่ทอดยาวเหมือนไม่มีจุดจบ นี้คือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด ในการเป็นตัวแทนของบ้านต้นฉบับแห่งคอนเน็ตติกัต โดยที่ฉากในชั้นใต้ดินและห้องนอนของ แม็ตต์ นั้นถูกสร้างในโรงถ่าย ในการร่วมงานกับตัวผู้กำกับและ อดัมส์ สวิค่า ผู้กำกับภาพ เคย์วาน ได้สร้างแบบจำลองบ้านสามมิติขึ้นมา เพื่อได้ที่จะเอามาใช้พูดคุยกัน ก่อนที่ทีมงานจะสร้างตัวบ้านขึ้นมาจริงๆ โดย สวิค่า ได้เลือกแนวทางการถ่ายทำแบบคลาสสิค โดยเลือกใช้กล้องมือถือ เมื่อต้องการสร้างความกดดัน
ปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ ถูกสร้างขึ้นโดย ท๊อดด์ มาสเตอร์ อัจฉริยะผู้ออกแบบเอฟเฟ็ค ที่เคยได้รับรางวัลเอ็มมี่มาแล้วจากซีรี่ย์สุดฮิตเรื่อง Six Feet Under และยังเคยได้รับรางวัล Saturn Award จากภาพยนตร์เรื่อง Slither (2006) โดยทีมงานของเขาได้เตรียมงานสร้างกว่าหนึ่งเดือนครึ่งก่อนเริ่มถ่ายทำ
โดยเฉพาะศพ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยซิลิโคน ซึ่งมีส่วนประกอบของเหล็กและข้อต่อที่พับอย่างได้ครบถ้วน ศพแต่ละชิ้นนั้นต้องใช้เวลาถึงสองสัปดาห์ในการสร้าง คอร์นเวลล์ พูดถึงการสร้างหุ่นจำลองนี้ว่า "คุณจะไม่เคยเห็นร่างอันไร้วิญญาณของมนุษย์ที่ดูสมจริงเท่านี้อีกแล้ว ยิ่งถ้าคุณได้สัมผัสมัน คุณก็จะรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก และความยืดหยุ่นของร่างกายมนุษย์ ราวกับว่ามีศพอยู่ต่อหน้าคุณจริงๆ"
 แม็ดเซ่น พูดถึงศพจำลองนี้เช่นกันว่า "มันดูเหมือนจริงมาก ทั้งเส้นผมรวมถึงเล็บมือเล็บเท้า มันทำให้ฉันรู้สึกสะอิดสะเอียนขึ้นมาจริงๆ และที่สำคัญคือมันถูกต้องตามสัดส่วนของร่างกายมนุษย์จริงๆ"
เจ้าของเรื่องราวทั้งหมดอย่าง คาร์เมน รีด ก็รู้สึกตกใจ เมื่อได้เห็นประสบการณ์อันเลวร้ายที่เธอประสบ ถูกตีแผ่อย่างสมจริงในจอภาพยนตร์ "ฉันรู้สึกผวาอย่างที่สุด ในขณะที่นั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ของทางสตูดิโอ มันทำให้ฉันคิดถึงช่วงเวลาที่ฉันแน่ใจว่า ตัวเองกำลังและพวกเราทุกคนในบ้านกำลังจะตายอีกครั้ง การได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น ปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์ จนบัดนี้ฉันก็ยังไม่รู้เลยว่าเรารอดมาได้อย่างไร"
รีด บอกว่าอยากให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอนี้ ให้ทุกคนได้รับรู้ "ฉันอยากให้ทุกคนได้รู้ว่า นี้มันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และการที่คนเห็นหรือได้ยินเสียงที่ไม่สามารถอธิบายได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะบ้าหรือเพี้ยน ฉันรู้ดีว่าตัวเองคงไม่สามารถตอบได้ทุกคำถาม เพราะตัวฉันเองไม่เชื่อในเรื่องผี ฉันไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริง ฉันจะหรี่ตาทุกครั้งเมื่อได้ยินเรื่องที่พิสูจน์ได้ว่าผีมีจริง แต่มันก็มีบางช่วงเวลาเหมือนกัน ที่ฉันจะคอยผวาว่า มันอาจจะมีอะไรซ่อนอยู่ใต้เตียงเราจริงๆ"



โซ่เสน่หา : โซ่ตรวนผู้หญิง

ด้วยความคิดถึงละครเรื่องนี้..โซ่สเน่หา..

พยายามหาดูย้อนหลังก็โดนลบหมดตามระเบียบ ไปเจอบทความชิ้นนี้ในเวปประชาไท อ่านแล้วรู้สึกว่า เจ๋ง วิเคราะห์ วิพากษ์ได้ละเอียดมาก และชัดเจนมากๆ ลองอ่านกันดูนะคะ ^^

ขอขอบคุณที่มา: http://www.prachatai.com/column-archives/node/260

โซ่เสน่หา : โซ่ตรวนผู้หญิง



ถึงผู้อ่านที่รัก
 

คุณผู้อ่านที่รักขา ดิฉันเพิ่งจะอกหักค่ะ ที่จริงดิฉันก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะระบายกับใครดี มันช้ำใจค่ะ แหม จะไม่ให้ช้ำได้ยังไงล่ะคะ ผู้ชายทั้งคน และผู้หญิงสวย ๆ อย่างดิฉันต้องมาถูกผู้ชายทิ้งเนี่ย มันเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น แต่ดิฉันก็เศร้าได้ไม่นานหรอกค่ะ สวย ๆอย่างดิฉันคงอยู่เป็นโสดได้ไม่นาน แต่ตอนนี้ดิฉันขอตั้งสติก่อน แล้วขอบอกไว้ก่อนนะคะว่า ผู้ชายคนไหนต้องการจะจีบดิฉันเนี่ย ถ้าไม่หล่ออย่างพี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ก็ไม่ต้องเสนอหน้าเข้ามา เพราะดิฉันไม่รับพิจารณา ใช่ว่าดิฉันจะเป็นคนเรื่องมากนะคะ แต่ผู้หญิงสวย ๆ ที่สวยไม่แพ้อั้มพัชราภาอย่างดิฉัน จะให้ควงผู้ชายที่หน้าตาโลว์กว่านี้ก็คงไม่ไหวใช่ไหมคะคุณผู้อ่านที่รักขา
 

พูดถึงพี่อั้มแล้ว ตอนนี้เธอก็กำลังมีละครที่กำลังโด่งดังเชียวแหละค่ะ ก็เรื่องนางสาวจริงใจกับนายแสนดีไงคะ คนเขาดูกันทั่วบ้านทั่วเมือง ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ดูทุกตอนไม่มีพลาด ก็เพราะพี่ติ๊กน่ะสิคะ ไม่งั้นดิฉันก็คงไม่ตามดูหรอกค่ะ คนอะไรก็ไม่รู้ หล่อจะตายให้ได้เลย แล้วละครเรื่องนี้ก็ชอบให้พี่ติ๊กใส่เสื้อกล้ามโชว์ท่อนแขนอันกำยำบ่อย ๆ ซะด้วยสิคะ แหม แล้วอย่างนี้ดิฉันจะพลาดได้ยัง แต่ว่าวันนี้ดิฉันไม่ได้มาชวนคุณผู้อ่านที่รักมาอ่านละครเรื่องนี้กันหรอกนะคะ พอดีว่าดิฉันมัวแต่มองหน้า (และอย่างอื่น) พี่ติ๊ก ไม่ได้สนใจเรื่องราวของละครเลย ก็เลยไม่รู้ว่าจะเขียนถึงประเด็นอะไรดี ดิฉันก็เลยชวนคุณผู้อ่านที่รักมาอ่านละครอีกเรื่องดีกว่า ที่น้องอั้มเธอเล่นเอาไว้เหมือนกัน (แต่พี่ติ๊กไม่ได้เล่น ดิฉันก็เลยดูรู้เรื่อง) ก็เรื่องโซ่เสน่หาไงคะ
 



ละครเรื่องโซ่เสน่หา เป็นบทประพันธ์ของชลาลัย ซึ่งตีพิมพ์เป็นนิยายตั้งแต่ปีไหน ดิฉันก็ไม่ทราบ แต่ดูจากที่เป็นละครแล้วคงจะเก่าพอสมควร เพราะเนื้อเรื่องนั้นออกจะเชย ๆ เน่า ๆ นิดนึง ซึ่งสามารถเดาได้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบตั้งแต่ดูตอนแรกเลยก็ว่าได้ ออกอากาศทางช่องเจ็ดสีทีวีเพื่อคุณ ผู้กำกับเข้าใจเลือกนางเอกนะคะ ได้น้องอั้ม พัชราภา มาเป็นนางเอก สามารถเรียกเรตติ้งจากผู้ชมได้มากโข ถึงแม้ละครจะเน่าสนิทก็ตาม โดยเฉพาะผู้ชมที่เป็นหนุ่ม ๆ คงจะหันมาดูละครกันมากขึ้น ด้วยความสวยใสน่ารักของน้องอั้มนี่แหละ และพระเอกที่ผู้ชายเกือบทั้งประเทศไทยอิจฉา ด้วยบทบาทที่กุ๊กกิ๊กกับนางเอกยอดนิยม ก็รับบทโดย ออย ธนา สุทธิกมล ดิฉันว่าละครเรื่องนี้เลือกพระเอกได้เข้ากับบทบาทดี เพราะหน้าตา บุคลิกของคุณออย ดูซื่อบื้อ และเป็นลูกแหง่ เหมือนบทบาทพระเอกในเรื่องไม่มีผิด และเนื้อเรื่องที่ดิฉันว่าเน่าสนิทนั้นก็เป็นประมาณนี้ค่ะ ดิฉันจะเล่าอย่างย่อ ๆ ให้อ่านกัน
 

ราเมศว์ (ธนา สุทธิกมล ) เป็นลูกชายคนโตของคุณนายลิ้นจี่ (ดวงดาว จารุจินดา ) ซึ่งเธอเป็นอัมพาตนั่งอยู่บนรถเข็นและเป็นโรคหัวใจที่จะกำเริบและตายได้ทุกเวลาถ้ามีเรื่องมากระทบกระเทือนจิตใจ คุณนายลิ้นจี่เป็นแม่ที่เจ้ากี้เจ้าการกับลูกชายคนนี้มาก และหวงลูกชายไม่อยากให้แต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น แต่เธอก็อยากได้ทายาท โดยที่ไม่อยากได้ลูกสะใภ้ คุณนายลิ้นจี่จึงใช้มารยาแม่ที่เป็นอัมพาตและเป็นโรคหัวใจ กล่อมให้ลูกชายเห็นแก่ความกตัญญู ผลิตทายาทตามแผนของแม่ คือเธอได้ประกาศรับสมัครผู้หญิงให้มาเป็นเมียชั่วคราว โดยมีหน้าที่มาทำลูกให้เท่านั้นตามสัญญา ซึ่งราเมศว์ก็ยอมทำตามผู้เป็นแม่แต่โดยดีด้วยสำนึกในบุญคุณของผู้เป็นแม่
 

ปราลี (พัชราภา ไชยเชื้อ ) เธอเป็นหญิงสาวสวย การศึกษาดี แต่เธอมีปัญหากับผู้เป็นแม่ แสงรวี (ภัสสร บุญยเกียรติ ) เนื่องจากผู้เป็นแม่กำลังจะแต่งงานใหม่กับผู้ชายที่ชื่อสารัตน์ ที่ปราลีเกลียดเข้าไส้ เพราะสารัตน์เป็นผู้ชายที่มาหลอกแม่เธอ คอยเกาะแม่เธอกินอย่างกับแมงดา เมื่อปราลีเห็นประกาศรับสมัครเมียชั่วคราว เธอจึงคิดจะประชดแม่ของเธอโดยการไปสมัครเป็นเมียชั่วคราว ปราลีจึงตกลงเซ็นสัญญาทันที พร้อมกับรับเงินไปครึ่งหนึ่งคือสองล้านห้า
 

ปราลีและราเมศว์ ถูกส่งให้ไปอยู่ที่เกาะส่วนตัวของลิ้นจี่ เพื่อปฏิบัติการทำลูกตามสัญญา โดยที่เกาะจะมีหญิงร่างยักษ์ ที่เคยเป็นอดีตผู้คุมนักโทษ คือ พวน (นนทิยา จิวบางป่า) และ เม่น (ทองขาว ภัทรโชคชัย) คนเรือคอยควบคุมกำกับอยู่ ราเมศว์กับปราลีนั้นไม่ชอบหน้ากัน ด้วยต่างคนต่างคิดว่าไร้ศักดิ์ศรีที่ยอมมาทำแบบนี้ จึงมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา และไม่ยอมหลับนอนด้วยกันตามสัญญา จนเวลาเลยล่วงไปสักระยะหนึ่ง ทั้งสองคนก็เริ่มปรับตัวเข้าหากัน และต่างฝ่ายก็เริ่มเห็นในความดีงามของกันและกัน จนก่อเป็นความรัก และทั้งสองก็ได้มอบให้กันและกันด้วยความรัก จนกระทั่งปราลีตั้งท้อง และราเมศว์ก็ถูกคุณนายลิ้นจี่เรียกตัวกลับ คุณนายลิ้นจี่ได้วางแผนให้พวนฆ่าปราลีทันทีที่คลอด แต่ด้วยความสงสารของพวนที่เคยมีลูกมาก่อน จึงช่วยเหลือให้ปราลีหนี พวนจึงเกิดการต่อสู้กับเม่นและตายทั้งสองคน ปราลีกับลูกจึงหนีไปได้
 

หลังจากนั้นหนึ่งปีต่อมา ราเมศว์เข้าใจว่าปราลีกับลูกตายแล้ว และถูกแม่จับแต่งงานกับ กับสุนีย์รัตน์ (ณัฐจิรา ขวัญดี ) ผู้หญิงปัญญาอ่อน ลูกสาวของคุณหญิงเจริญศรี (พิราวรรณ ประสพศาสตร์) แต่ชะตากรรมก็ทำให้ราเมศว์พบกับปราลีอีกครั้ง และได้รู้ว่าเด็กที่อยู่กับปราลีเป็นลูกของตน จึงตามงอนง้อ แต่ปราลีก็ใจแข็ง เพราะกลัวจะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมา เมื่อปราเมศว์รู้ความจริงเมื่อปีก่อนว่าเกิดอะไรกับปราลีจึงได้ไปต่อว่ากับแม่ จนคุณนายลิ้นจี่โกรธและบอกความจริงไปว่าราเมศว์นั้นไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของตน รังสรรค์น้องชายของราเมศว์ (ศิววงศ์ ปิยเกศิน) และเตือนตาเพื่อนของปราลี (ปานวาด เหมมณี) จึงวางแผนให้ปราลีและราเมศว์คืนดีกัน โดยหลอกให้ไปอยู่ที่เกาะนั้นอีกครั้ง จนทั้งสองเข้าใจกันเหมือนเดิม
 

ราเมศว์หย่ากับสุนีย์รัตน์ และคุณนายลิ้นจี่ก็แกล้งสำนึกผิด ให้ปราลีเข้ามาอยู่ในบ้าน ความสัมพันธ์ดูเหมือนจะราบรื่นและจบลงด้วยดี แต่ลิ้นจี่ก็วางแผนฆ่าปราลี เหมือนที่ฆ่าแสงรวีแล้ว เพราะต้องการอยู่กับลูกชายและหลานสามคนเท่านั้น ปราลีรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงอยากย้ายกลับไปอยู่บ้าน แต่คุณนายลิ้นจี่ก็ลงมือฆ่าทันที่โดยไม่ปล่อยให้ปราลีมีโอกาสกลับไปอยู่บ้าน โชคดีที่พี่สาวของราเมศว์เข้ามาช่วยไว้จนถูกยิงเสียชีวิตและดึงคุณนายลิ้นจี่ตกบันไดลงมาเสียชีวิตด้วย หลังเหตุการณ์ร้าย ๆ ผ่านไป ราเมศว์ขายบ้าน และไปเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่กับ ปราลีและลูกอย่างมีความสุข
 

เป็นอย่างไรบ้างคะ คุณผู้อ่านที่รักขา คิดเหมือนดิฉันไหมคะว่าละครเรื่องนี้เน่าสนิทจริง ๆ แต่อ๊ะ อ๊ะ ถึงดิฉันจะกล่าวหาว่าละครเรื่องนี้เป็นละครน้ำเน่า แต่ดิฉันก็ไม่ได้บอกนะคะว่ามันไม่สนุก หรือไม่ดีเลย นั่นคนละประเด็นค่ะ เดี๋ยวคุณผู้อ่านที่รักทั้งหลายจะหาว่าดิฉันเป็นพวกดูถูกละครไทย (ซึ่งก็อาจจะเป็นความจริงบ้าง) แต่ดิฉันนี่แหละค่ะแฟนพันธุ์แท้เพราะดูทุกเรื่องทุกช่องก็ว่าได้ เอาเป็นว่าถึงแม้ละครเรื่องนี้จะส่งกลิ่นตุ ๆ ออกมาเวลาแพร่ภาพบ้าง แต่เนื้อเรื่องของละครเรื่องนี่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ ถ้าไม่น่าสนใจจริงดิฉันก็คงไม่หยิบมาเขียนถึงหรอกค่ะ เอาเป็นว่ามาดูกันต่อว่าละครเรื่องนี้น่าสนใจอะไรบ้าง นอกจากจะมีนางเองสวยอย่างเดียว
 

อย่างแรกที่ดิฉันคิดว่าไม่ควรพลาดที่จะเขียนถึงก็คือการที่นางเอกเธอขายตัว อุ๊ยไม่ใช่ค่ะ สมัครเป็นเมียเช่า (เอ๊ะ หรือว่าขายตัวถูกแล้ว) ละครเรื่องนี้ให้เหตุผลของการที่นางเอกมาทำหน้าที่เมียเช่า คือทำประชดแม่ ซึ่งตั้งแต่ดิฉันดูละครมาส่วนมากพล็อตเรื่องแบบนี้ก็จะเป็นประมาณว่า ยอมเป็นเมียเพื่อใช้หนี้ที่พ่อแม่ก่อเอาไว้ เพื่อทดแทนบุณคุณ หรือตกลงเป็นเมียปลอม ๆ แล้วสุดท้ายก็รักกัน เรื่องนี้มาแปลกหน่อยก็ตรงที่ว่าเธอตัดสินใจมาเป็นเมียเช่าด้วยต้องการประชดแม่ของเธอที่หลงใหลสัมพันธ์กับชายหนุ่มที่เป็นเสมือนแมงดาเกาะแม่เธอ แต่ดิฉันว่าก็ยังเน่าตามสูตรอยู่ดี เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้เสียฟรี ๆ เพราะเสียก็เสียให้พระเอก ซึ่งตอนจบเป็นอย่างไรก็คงรู้กัน
 

การมาเป็นเมียเช่า หรือการมาเสียตัวของนางเอกจึงมักจะมีแรงจูงใจบางอย่าง หรือพื้นหลังของเหตุผลบางอย่างมาประกอบด้วยเสมอ เพื่อที่จะบอกกับคนดูอย่างเราว่านางเอกเธอเป็นคนดีนะ เธอไม่อยากทำอย่างนี้หรอก แต่ด้วยสถานการณ์มันบีบเธอให้ต้องทำ พวกเราคนดูทั้งหลายจึงไม่เคยมองนางเอกในภาพของผู้หญิงไม่ดีเลยสักครั้งถึงแม้การกระทำของเธอมันช่างไร้เหตุผล งี่เง่า และบางทีถ้าบทบาทเช่นนี้สลับกับนางอิจฉา ซึ่งเรามักจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ว่าคอยจ้องแต่จะ " เอา" พระเอกนั้น ก็กลับกลายเป็นผู้หญิงหื่นกระหายผู้ชายอะไรเช่นนั้น เพราะนี่คือข้อตกลงร่วมที่ละครมีแก่ผู้ชมอย่างเรา เพราะอย่างไรนางเอกก็คือนางเอกค่ะ
 

แต่จะหาที่ไหนได้คะเนี่ยค่าจ้างตั้งห้าล้าน ถ้ามีเมียจ้างแบบนี้ที่ไหนบอกดิฉันด้วยนะคะ ดิฉันยินดีรับเป็นโดยเต็มใจไม่มีแรงขับที่เป็นเงื่อนไขอย่างนางเอกคนใด ๆ ในนิยายทั้งสิ้น เงินตั้งห้าล้าน พระเอกก็หล่อ ไม่ต้องจ้างดิฉันก็ยอมค่ะงานนี้ แต่ที่ดิฉันติดใจอีกอย่างก็คือ ด้วยความที่ดิฉันเรียนกฎหมาย ก็เลยสงสัยด้วยความร้อนวิชาว่าสัญญาจ้างของเธอกับแม่พระเอกนั้นเป็นสัญญาประเภทไหนกันแน่ ระหว่างสัญญาจ้างทำของกับสัญญาจ้างแรงงาน
 

นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะคะเพราะครั้งหนึ่งดิฉันก็เคยสงสัยเหมือนกันว่าผู้หญิงที่ขายบริการทางเพศ เธอถือเป็นลูกจ้างการบริการ จะถือเป็นการจ้างทำของคือ มุ่งหมายต่อผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ของงาน หรือจ้างแรงงาน คือมุ่งหมายตามลักษณะงานที่ทำ แต่อาจไม่ " เสร็จ" ก็ได้ อย่างกรณีของนางเอกเรื่องนี้คงเป็นจ้างทำของมั๊งคะ เพราะว่าด้วยเจตนารมณ์ของสัญญาโดยผู้จ้างคือแม่ของพระเอกต้องการลูกคือผลสำเร็จของงาน แต่ดิฉันก็ไม่แน่ใจว่าถ้าคิดถึงผู้ทำงานอย่างพระเอกนี่จะเป็นจ้างแรงงานหรือเปล่า? เอ๊ะ ดิฉันชักจะนอกเรื่องไปไกลแล้วนะคะเนี่ย
 

ประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก ที่ดิฉันว่าละครเรื่องนี้ได้พยายามสื่อออกมา โดยผ่านคำพูดของตัวละครอย่างรังสรรค์ที่ด่าทอคุณนายลิ้นจี่ว่า การกระทำของคุณลิ้นจี่ที่จับราเมศว์กับปราลีไปไว้บนเกาะด้วยกัน แล้วตั้งเงื่อนไขคือให้หลับนอนด้วยกันเพื่อผลิตทายาท นั้นไม่ต่างอะไรกับการจับสัตว์มาผสมพันธุ์ โอ้โห ข้อหาร้ายแรงเลยนะคะเนี่ย ขณะที่ดิฉันกำลังนั่งดูละครตอนนี้ ดิฉันก็พยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยอย่างไร้ข้อกังขา แต่พอนั่งคิดทบทวนไปสักพัก ก็ต้องร้องออกมาด้วยความโมโหว่านี่มันกลลวงหลอกผู้หญิงนี่หว่า และก็หลอกด่าผู้หญิงบางประเภทด้วย
 

การที่ผู้ประพันธ์บอกออกมาอย่างโต้ง ๆ โดยผ่านปากของรังสรรค์นั้น ดูตามละครอาจจะเป็นการด่าคุณนายลิ้นจี่แต่แท้จริงแล้ว นี่แหละคือการออกมาด่าผู้หญิงดอกทองทั้งหลาย การกระทำของคุณนายลิ้นจี่ที่จับพระเอกกับนางเอกให้มาอยู่ด้วยกัน แล้วตั้งเงื่อนไขให้หลับนอนด้วยกัน เพื่อให้มีทายาทนั้น ก็เปรียบเสมือนการนำสัตว์ที่เป็นพ่อพันธุ์กับแม่พันธ์มาทำการผสมพันธุ์กันเพื่อให้ได้ลูกออกมา เป็นวิธีเดียวกันกับมนุษย์ที่ทำกับกับสัตว์ในฟาร์มทั้งหลาย
 

แต่ถ้าเราลองสังเกตดูในละครนะคะว่าผู้ประพันธ์ให้นางเอกยอมหลับนอนกับพระเอกเมื่อไหร่ ทั้ง ๆ ที่พระเอกกับนางเอกไปอยู่บนเกาะได้นานพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังไม่ปฏิบัติการตามสัญญาที่ตนเป็นลูกจ้างสักกะที แต่เมื่อวันที่นางเอกยอมมอบกายให้พระเอกนั้นก็เป็นเพราะ " ความรัก" ที่ทั้งสองมีให้ต่อกัน นี่แหละค่ะ keyword ของเรื่องนี้ " ความรัก" นี่เองที่แยกการปฏิบัติการทางกามกิจของมนุษย์เราออกจากสัตว์ นางเอกยอมนอนกับพระเอกก็ต่อเมื่อนางเอกรักพระเอกเท่านั้น เพราะฉะนั้นหญิงคนใดที่ยอมนอนกับผู้ชาย โดยปราศจากซึ่งความรัก ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ที่สมสู่กันตามวิถีของสัตว์ มนุษย์จึงประเสริฐกว่าสัตว์ก็ตรงที่มนุษย์มีความรักเวลา " เอา " กันนั้นเอง โอ้โหเล่นแรงนะคะเนี่ยละครเรื่องนี้
 

" ความรัก" กับ " การเสียตัว" จึงกลายเป็นวาทกรรมที่ครอบความคิดของผู้หญิงทุกผู้ทุกคน จนมีคำพูดว่า " ผู้หญิงเอาความรักแลกเซ็กส์" การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะยอมพลีกายให้ผู้ชายจึงต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความรักเสมอ ดิฉันไม่ได้สนับสนุนการที่ผู้หญิงจะเที่ยวไปนอนกับผู้ชายไปเรื่อย ๆ นะคะ โปรดอย่าเข้าใจผิด เพียงแต่ดิฉันกำลังจะบอกว่าผู้หญิงถูกกดให้ตกอยู่ใต้วาทกรรมว่าด้วยความรักจนแยกกันไม่ออก มันทำให้ผู้หญิงกลายเป็นคนที่ไร้ซึ่งความรู้สึกปรารถนาทางเพศรสไปทันใด เพราะความรู้สึกต้องการทางเพศของผู้หญิงถูกนำไปผูกติดกับความรักเสมอทุกครั้ง
 

ถ้าไม่มีความรัก ผู้หญิงก็ไม่สามารถที่จะนอนกับผู้ชายได้ ถ้าไม่มีความรักผู้หญิงก็ไม่สามารถจะปลดปล่อยอารมณ์ความต้องการทางเพศของตนได้ เพราะถ้าผู้หญิงฝืนกฎเหล็กอันนี้ก็จะกลายเป็นผู้หญิงดอกทองไป และก็ถูกกล่าวหาว่าไม่ต่างอะไรกับสัตว์ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงถึงไม่มีอารมณ์ความรู้สึกทางเพศเมื่อดูรูปโป๊เหมือนกับผู้ชาย เพราะผู้หญิง (ดี) ถูกสอนให้นอนกับผู้ชายเมื่อรักเขา ในขณะที่ผู้ชายนอนกับผู้หญิงคนหนึ่งด้วยอารมณ์ความรู้สึกร้อยแปดพันเก้า
 

ไม่เพียงแค่นั้น ละครเรื่องนี้ยังตอกย้ำการให้คุณค่าแก่ความรักและการเสียความบริสุทธิ์ของผู้หญิงอย่างที่ไม่น่าให้อภัยอย่างเป็นที่สุด โดยผ่านตัวละครอย่างเตือนตา เพื่อนสาวของนางเอก เธอแอบรักรังสรรค์อยู่ในใจ แต่เธอก็รู้ว่ารังสรรค์แอบรักนางเอกเช่นกัน และแล้ววันหนึ่งรังสรรค์เมาและคิดว่าเตือนตาเป็นปราลี จึงขืนใจปลุกปล้ำเตือนตา เตือนตาเธอเสียใจมาก เมื่อกลับมาที่บ้านแม่ของเธอก็ปลอบด้วยคำพูดที่เสมือนการตอกตะปูปิดฝาโลงผู้หญิงไปเลยว่า เธอสงสารลูกที่เสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป
 

โอย คุณผู้อ่านขา ถ้าเรายังขืนคิดว่าพรหมจารีสำคัญยิ่งชีวิตและสำคัญที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิง ชาตินี้ผู้หญิงก็ไม่ต้องทำอะไรแล้วหละค่ะ ก็เพราะยังลวงล่อหลอกลวงให้ผู้หญิงติดอยู่กับการเป็นผู้หญิงดีโง่ๆ แบบนี้น่ะสิคะ ผู้หญิงถึงไม่สามารถปลดปล่อยตัวเองภายใต้วาทกรรมเรื่องเพศที่กดความเป็นผู้หญิงให้งี่เง่าอยู่เช่นนี้
 

ในกรณีของเตือนตา เธอตกลงแต่งงานกับรังสรรค์เมื่อรังสรรค์สำนึกผิด ทั้ง ๆ ที่เธอถูกขืนใจ โดยผู้ชายที่สำคัญผิดในตัวคนว่าเธอคือปราลี และผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้รักเธอ (ในตอนแรก) แต่ด้วยความรักและพรหมจรรย์ที่เธอสูญเสียไป เธอจึงยอมแต่งงานกับเขา ด้วยวาทกรรมทั้งสองอย่างนี้ที่ผูกติดผู้หญิงให้ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับชีวิต ถึงแม้ว่าชีวิตครอบครัวของเตือนตาจะจบลงอย่างสมบูรณ์ รังสรรค์รักเธอและเป็นสามีที่ดี แต่จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ภักดีต่อความรักและพรหมจรรย์จะโชคดีอย่างเธอ และทำไมผู้หญิงถึงไม่มีเจตจำนงที่เสรีพอที่จะบอกว่าก็แค่เส้นบางๆ อยากได้ก็เอาไป เสียไปก็แค่นั้น มันไม่รักฉัน ก็ช่างมัน ฉันก็ไม่แคร์ คงจะยากเหลือเกินที่ดิฉันจะได้เห็น เพราะโซ่แห่งความรักและพรหมจรรย์มันแน่นหนาเหลือเกิน
 

นอกจากนี้ความเป็นผู้หญิงในเรื่องนี้บังถูกผูกมัดไว้แน่นหนาด้วยความเป็น " แม่" ปราลีเธอพยายามปฏิเสธการมางอนง้อขอคืนดีจากราเมศว์ ถึงกับพยามยามจะหนีไปอยู่อเมริกา เธอบอกกับตัวเองว่าเธอสามารถเลี้ยงลูกเองได้ แต่แล้วผู้ประพันธ์ก็ได้ยืมปากของรังสรรค์อีกครั้งเพื่อที่จะบอกผู้หญิงทั้งหลายที่คิดว่าตัวเองเก่ง เป็นผู้หญิงแกร่งจะเลี้ยงลูกเองโดยไม่ง้อผู้เป็นพ่อว่า ลูกเป็นเสมือนโซ่ที่ถักทอความรักของพ่อกับแม่เอาไว้ อย่าทำให้โซ่นี้กลับกลายเป็นการถักทอความเกลียดชังเอาไว้ และอย่าเอาความเจ็บแค้นมาทำร้ายลูก
 

ความที่ผู้หญิงตั้งท้องเอง ความเป็นแม่จึงตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ และลูกก็ถือเป็นสมบัติของอันล้ำค่าของพ่อและแม่ ละครเรื่องนี้ และละครอีกหลายเรื่อง จึงได้หยิบยืมความเป็นแม่ และลูกมาใช้เตือนผู้หญิงตลอดเวลาให้ตระหนักถึงความเป็นแม่ที่ดี เห็นแก่ลูกเหนือสิ่งอื่นใด ปราลีก็เช่นเดียวกัน เธอก็ถูกเตือนถึงความเป็นแม่ที่ดี ผู้หญิงกับความเป็นแม่ สุดท้ายเธอก็หันกลับมาคืนดีกับผู้เป็นพ่อของลูกแต่โดยดี
 

ความรักของผู้หญิงเกิดขึ้นได้อย่างไร ละครเรื่องนี้ก็วางกับดักผู้หญิงอีกครั้งให้ติดกับฝันหวาน ปราลีถึงแม้เธอจะเกลียดกับราเมศว์ในตอนแรก แต่ความรักก็เกิดขึ้นได้ เพราะเธออยู่ใกล้ชิดกับผู้ชาย (หล่อ) ท่ามกลางทะเลที่สวยงาม ตัดขาดจากผู้คน ความรักของผู้หญิงจึงถูกประกอบสร้างด้วยคำว่า " โรแมนติก" ผู้หญิงจึงติดกับภาพของความโรแมนติกเสมอเมื่อมีความรัก ความรักของผู้หญิงจึงมาพร้อมกับความโรแมนติก ความโรแมนติกจึงสามารถสร้างให้ผู้หญิงเกิดความรักขึ้นได้ เมื่อปราลีกับราเมศว์จะคืนดีกัน เขาและเธอก็กลับมาสร้างความรักครั้งใหม่อีกครั้งที่เกาะเดิม ท่ามกลางทะเลที่สวยงาม บรรยากาศที่เป็นใจ และความรักที่หายไปเพราะความเกลียดชังก็กลับมาใหม่อีกครั้ง ด้วยความโรแมนติกที่สร้างขึ้น (โดยผู้ชาย ) ผู้หญิงจึงถูกหลอกอยู่ในโลกฝันหวาน กับความโรแมนติกเมื่อเธอจะมีความรัก และผู้ชายก็มักจะใช้ไม้นี้เมื่อจะให้ผู้หญิงคนหนึ่งรัก
 

ความรัก พรหมจรรย์ ความเป็นแม่ ความโรแมนติก โซ่ที่หนักอึ้งที่ตรวนผู้หญิงไว้นานแสนนาน และยังคงตามตอกย้ำและหลอกลวงกันไปไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน อย่างเช่นในละครเรื่องนี้ที่ยังคงกดทับผู้หญิงไว้ด้วยวาทกรรมความเป็นผู้หญิงที่ถูกสร้างด้วยสังคมและอ้างอิงจากร่างกาย โซ่ที่ล๊อกติดอย่างแน่นหนาไม่สามารถที่จะปลดมันออกอย่างง่ายดาย โซ่ที่ตรวนผู้หญิงไว้กับอุดมการณ์ทางเพศที่กดทับผู้หญิง อยู่ทุกผู้ทุกคน จนบางครั้งผู้หญิงเองก็คิดไปว่าโซ่ตรวนอันนี้มันอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นผู้หญิงจนไม่คิดที่จะปลดมันออก จะลากมันไปไหนต่อไหนเหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของผู้หญิง จนลืมไปว่าโซ่ที่ตรวนอยู่นั้นมันหนักบรรลัยเลย
 

ดิฉันเองค่ะ
รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์
she_abitch@yahoo.com

MAMA ผีหวงลูก (สปอยล์)

วันนี้ตั้งจะทำงานและเปิดอะไรดูไปด้วยเพลินๆ ไม่คิดจะตั้งใจดูแต่ไปๆมาๆ กลับวางงานและตั้งอกตั้งใจดูหนัง ซะงั้น -*- (เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรลอกเลียนแบบ 55)

คงจะรีวิวช้าเกินไปพอสมควรเลยเพราะหนังเรื่องนี้ลงโรงและออกจากโรงมานานหลายเดือนแล้ว

MAMA ผีหวงลูก ว่าด้วยเรื่องของ ผีที่เป็นแม่ ตามชื่อเรื่องเด๊ะๆ เนื้อหาไม่มีอะไรซับซ้อน ผีแม่ พบกับ เด็กน้อยสองคน วิกตอเรียและลิลลี่ โดยบังเอิญเมื่อ พ่อของเด็กทั้งสอง มาที่กระท่อมที่ ผีแม่สิงสู่อยู่แล้ว เมื่อพ่อตาย เด็กทั้งสองเติบโตมาโดยมี ผีแม่ เป็นผู้เลี้ยงดู จนกระทั่งวันหนึ่ง อาของพวกเธอที่เฝ้าตามหาอยู่ก็มาพบเข้าและรับเด็กทั้งสองไปเลี้ยงดู เรื่องหลอนๆก็เลยเริ่มขึ้นเมื่อผีแม่ ตามไปอยู่กับพวกเธอด้วย

หนังดำเนินเรื่องตามแบบฉบับหนังผีที่ซ่อนเงื่อนปมการตายของผีเอาไว้ง่ายๆ และค่อยๆคลี่คลายไประหว่างที่เรื่องหลอนๆ เริ่มขึ้ืน หนังเรื่องนี้เล่นกับความเป็นแม่ คือความเป็นแม่ของผี ที่คอยเฝ้าตามหาลูกของตัวเอง และเมื่อพบ วิกตอเรียกับลิลลี่ ก็เห็นว่าเด็กทั้งสองเป็นลูก (แต่จะมีความหวงมากเป็นพิเศษ) แอนนาเบลแฟนสาวของอาของเด็กๆ จำต้องเลี้ยงทั้งสองโดยลำพังเมื่อ อา โดนผีแม่ทำร้านตกบันไดเข้า โรงพยาบาลไป แอนนาเบล(ในตอนต้นเรื่องเธอกำลังตรวจครรภ์อยู่ด้วย)เริ่มมีความผูกพันกับเด็กๆ และมีความเป็นแม่มากขึ้น (ซึ่งจะทำให้ผีแม่นางเกิดอิจฉาและออกมาหลอกหลอน) และเมื่อปมปัญหาทุกอย่างคลี่คลาย สุดท้ายกลายเป็น วิกตอเรียและลิลลี่ จะต้องเป็นผู้เลือก ว่าเธอต้องการใครเป็นแม่

หนังเรื่องนี้แม้จะมีเนื้อเรื่องง่ายๆ และผีออกจะเป็น CG มากไปหน่อย แต่ก็มีความหลอนอยู่พอสมควร เรียกว่าสนุกใช้ได้ มีจุดที่ชอบหลายๆจุด เช่น การเล่นในเรื่องของความเป็นแม่ อาจดูไม่เข้มข้นดราม่ามากนัก แต่ชัดเจนดี , เรื่องที่วิกตอเรียสายตาสั้น ช่วงแรกๆ เธอจะไม่ค่อยใส่ เพราะตอนที่เธอพบผีแม่ครั้งแรกไม่ได้ใส่แว่นเธอจะมองผีแม่ในภาพมัวๆนั้น แต่ในช่วงหลังๆ เธอจะใส่บ่อยขึ้น เหมือนเธอได้ไปเปลี่ยนใจและอยู่กับโลกความจริงมากขึ้น

หนังเรื่องนี้อาจไม่มีความลึกซึ้งมากนัก ไม่ได้มีความหลอนแบบสุดขั้ว แต่ชอบนะ ^^ ให้เกรดไม่ถูก เอาไปประมาณ C+ ถึง B

ดูเถอะไม่เสียดายหรอกนะ ^^

Pacific Rim (สปอลย์)

Pacific Rim


สงครามอสูรเหล็ก





เรื่องนี้ไปดูเพราะมีเพื่อนลากไปดู เพื่อนผู้ชอบภาพยนตร์สไตล์หุ่นยนต์กับสัตว์ประหลาดตีกัน -*-

หนังเปิดมาพร้อมเสียงเล่า (ดูเหมือนจะเป็นเสียงพระเอก) บอกเล่าที่มาคร่าวๆ ของสัตว์ประหลาดนาม "ไอจู" และพัฒนาการการต่อสู้กับเจ้าไอจู เทคโนโลยีการผลิตหุ่นยักษ์ เยเกอร์ เพื่อต่อสู้กับเจ้า ไอจู

เจ้าหุ่นเยเกอร์ดูอลังการงานสร้างดี แต่ยังไม่เท่เท่าไอออนแมน ไม่รู้ทำไม(เป็นคนรู้สึกส่วนตัว) วิธีการต่อสู้ของเจ้าเยเกอร์ออกจะแปลกๆ เหมือนว่าจะทันสมัยแต่การต่อสู้เป็นลักษณะประชิดตัวแบบ จับเจ้าไอจูทุ่ม แล้วต่อยๆ ที่สุดแล้วก็จะมีไม้ตายเป็นระเบิดหรือกระสุนนิวเคลียร์อะไรซักอย่าง ซึ่งมัน..คือ..เอ่อ..ทำไมไม่ปล่อยแสงอุลตร้าโซนิคหรืออะไรโจมตีไปก่อนจะเข้าถึงระยะประชิด -*- หรือวิธีการเข้าสู้น่าจะมีการวางแผน มีอาวุธลับไม้เด็ดอะไรซักอย่างมั้ย ขนาดเจ้าไอจูยังสามารถพัฒนาตัวเองให้ปล่อยคลื่นแม่เหล็กตัดกระแสไฟฟ้าของเยเกอร์กับศูนย์ควบคุมได้ -*-

มาว่ากันที่เนื้อเรื่อง รู้สึกชอบการสร้างปมในใจให้ ราลีย์ พระเอกของเรื่อง และกับปมในใจของ มาโกะ นางเอก ก็ใช้ได้ แต่ไม่รู้สิเหมือนคุณมาโกะแกแสดงไม่ดีหรืออย่างไร บางที่ไม่ค่อยเข้าใจในอารมณ์ของเจ้าหล่อน นี่คือเธอโมโห น้อยใจ รู้สึกผิด หรือเสียใจ หรือยังไงไม่ทราบแน่ -*- แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งพระเอกและนางเอก ก็เหมือนมีเคมีตรงกัน ทำให้ควบคุมเจ้า เยเกอร์ ได้อย่างดีถึงดีมาก

เนื้อเรื่องของหนังไม่มีอะไรมาก มีสัตว์ประหลาดโผล่มา มนุษย์ร่วมกันผลิตเยเกอร์เพื่อ ต่อสู้ พระเอกมีปมในใจ และควบคุมหุ่นรุ่นเก่า ต้องแสดงฝีมือเพื่อลบคำสบประมาทเล็กน้อยก่อน ถึงจุดไคลแมกซ์ ใส่มุกตลกและมิตรภาพที่น่าประทับใจให้กับตัวละครประกอบที่เอาไว้ขโมยซีน สุดท้ายก็มีการเสียสละของตัวละครบางตัว และจบภารกิจได้ด้วยเยเกอร์ยิปซี ของพระเอก หุ่นรุ่นเก่าที่มีเทคนิคบางอย่างที่หุ่นรุ่นใหม่ไม่มี


ในฉากต่อสู้ถือว่าทำได้ดี มันส์ดี และดูรู้เรื่อง (tranformer มันส์ดีแต่ดูไม่รู้เรื่อง) ไปดูโรง IMAX รู้สึกไม่เสียดายตังค์เท่าไหร่ เป็นสามมิติ แถมป๊อปคอร์นด้วย ^^
แอบให้เกรดไว้ที่ C+ ถึง B

ป.ล. บางท่านที่ชื่นชอบหนังการ์ตูนสไตล์สัตว์ประหลาดญี่ปุ่นอาจชอบมากถึงเกรด A เลยก็ได้นะ ^^

Man of Steel บุรุษเหล็กซูเปอร์แมน (สปอลย์)

-นายน้อย- http://nicesmilememo.blogspot.com/

Man of Steel บุรุษเหล็กซูเปอร์แมน



สำหรับภาพยนตร์เรื่อง ซุปเปอร์แมน ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของผู้เขียนนัก เพราะซุปเปอร์แมนเป็นตัวละครที่เก่งเกินไป และไม่ค่อยมีมิติ ในตอนแรกที่เห็นว่ามีชื่อ โนแลน เข้ามาเป็นส่วนร่วมในภาพยนตร์ ซุปเปอร์แมนตอนใหม่ ก็ยังรู้สึกเก้ๆ กังๆ ว่าจะออกมาดีรึเปล่า รึจะไปดูดีมั้ย (แบบกลัวความผิดหวัง) แต่แล้วคนที่มานั่งแท่น ผกก. คือ แซ็ค สไนเดอร์ แห่งภาพยนตร์เรื่อง 300 

และแน่นอนว่าโนแลนยังคงนั่งแท่นเป็นผู้อำนวยการสร้าง หนังซุปเปอร์แมนตอนนี้คงไม่ใช่แค่ มนุษย์ต่างดาวใส่กางเกงแดงมาปกป้องโลกแน่นอน

หนังใส่ความดราม่า และพยายามปูเรื่องราว ปูมหลัง ที่มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของ คล้าก เค้นท์ ที่มาที่ไปของการต้องสวมชุด สีฟ้า และสัญลักษณ์ S ที่หน้าอก (และในหนังเรื่องนี้ได้ตัดเอากางเกงในแดงออกไป ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่ง) หนังพยายามทำให้ตัวละครนี้มีความลึกและน่าสนใจมากขึ้นตามแบบฉบับของโนแลน พยายามที่จะเล่าที่มาของทุกอย่างแม้แต่การเรียกมนุษย์ต่างดาวผู้นี้ว่า ซุปเปอร์แมน 

ในส่วนของฉากแอคชั่นอลังการ มุมกล้อง theme ของภาพ  แซ็ค สไนเดอร์ ทำได้ดีถึงดีมาก รักษาคุณภาพได้ยอดเยี่ยมมากๆ เนื่องจากว่า คลาก เค้นท์ หรือพ่อซุปเปอร์แมน มีความสามารถเหนือมนุษย์ และสามารถ เหาะได้ ในฉากต่อสู้หลายๆฉาก โชว์ความรวดเร็วและการต่อสู้ที่ต่างจากมนุษย์เนื่องด้วยความสามารถในการเหาะได้นี้ ได้อย่างไหลลื่นและอลังการจริงๆ (แอบคิดว่าถ้าโนแลนทำเองอาจจะไม่สวยงามขนาดนี้)


หลายๆท่านที่ได้ดูมาแล้วออกความเห็นในส่วนของเนื้อเรื่อง บทภาพยนตร์ที่ยังไม่ค่อยดีนัก ในส่วนนี้ก็เห็นด้วย แต่ก็ถือว่าหนังได้พยายามอยู่พอสมควรอาจจะขาดๆ เกินๆ และรู้สึกว่าไม่ยังไม่สุดอยู่บ้าง ในฉากดราม่าบ้างฉากดูแล้วไม่อินเท่าไหร่ แต่ที่ประดักประเดิดหรือรู้สึกแปลกๆ คือส่วนที่เกี่ยวของกับนางเอก 

เช่นว่า ในตอนที่จะส่งตัวซุปเปอร์แมนให้กับแซ้ด งงๆ ว่าลูอิสมาส่งทำไม คือแม้ว่าลูอิสจะเข้าใจความจำเป็นในการหลบซ่อนตัว หรือปิดบังความสามารถพิเศษของคลาก เค้นท์ แต่ตัวละครสองตัวนี้ เพิ่งจะได้ทำความรู้จักกัน ไม่น่าถึงกับมาส่งกันด้วยอาการที่เหมือนจะเป็นคนรักกันแล้ว หรือแม้แต่ตอนที่ พวกแซ้ด ต้องการจะเอาตัวลูอิสไปด้วย ตรงนี้ยิ่งงงหนัก คือจะเอาไปด้วยทำไม หรือรู้ได้ยังไงว่า ลูอิส รู้ว่า คาล เอล คือ คล้าก เคนท์ อีกฉากที่ดูจะแปลกๆ คือ ลูอิสวิ่งเข้ามาบอก ซุปเปอร์แมนว่า เธอคิดออกว่าจะกำจัด ยานของแซ้ดได้ยังไง คือแบบ.เธอเป็นนักข่าวนะ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์หรือแม้แต่ทหารด้วยซ้ำไปในส่วนนี้บ่งตง ไม่ปลื้ม ถ้าคล้ากกับลูอิส แค่มีความรู้สึกดีๆ ฉันเพื่อนหรือเห็นอกเห็นใจในลักษณะของคนที่เพิ่งจะทำความรู้จักกัน มันน่าจะออกมาเหมาะสมสวยงามกว่านี้

โดยรวมถือว่าดูได้ ดูเอามัน เอาอลังการ แต่ไม่ถึงกับประทับใจนัก ให้ B สำหรับฉากแอคชั่นและความพยายามในเรื่องเนื้อหา ^^ 

Star Trek :Into Darkness (อาจมีสปอยล์)



Star Trek :Into Darkness
บ่งตง ไปดูสตาร์เทร็คภาคนี้ด้วยความรู้สึกอยากดูเล็กๆ เท่านั้น ส่วนตัวแล้วไม่อินกันกับตัน เจมส์ ที เคิร์ก (เกิดไม่ทันดู-*- ทันดูแต่ ฌอง ลุค พิคาร์ด) และกับภาคแรกที่ได้ดูแล้วรู้สึกสนุกแต่ก็ไม่ได้อินอะไร แต่กับภาคนี้อยากบอกว่า...ในที่สุด..สตาร์เทรค แบบที่เคยคุ้นก็กลับมาแล้วว..

แน่นอนว่าในภาคนี้เราจะได้เห็น USS Enterprise ออกโรงสู้รบเต็มเหนี่ยวแบบที่เคยเห็นใน star trek ชุดก่อนๆ อีกครั้ง


หนังเปิดตัวได้สนุกสนานดี บนดาวสีแดง กำลังจะถูกทำลายด้วย ลาวาสีแดง!!
จิม สำรวจดาวดวงหนึ่งที่ภูเขาไฟกำลังจะระเบิด และจะทำลายอารยะธรรมที่เพิ่งจะเริ่มต้นของชาติพันธุืบนดาวนั้น จิมทำตามสัญชาตญาณ เขาฝ่าฝืนกฎ เข้ายับยั้งการระเบิดของภูเขาไฟ และทำให้ชาติพันธ์ุบนดาวเห็นยาน ในเหตุการณ์นี้ทำให้ สปอค เกือบตาย แต่จิมก็ช่วยชีวิตเขาไว้
หลังเหตุการณ์นี้ จิม และสป็อค ถูกย้าย ถูกลดตำแหน่ง ความสัมพันธุ์ของพวกเขาไม่ได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน สป็อคที่ทำตามกฎอยู่เสมอ และจิมเคิร์ก ที่ทำตามสัญชาตญาณ แต่ความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนของทั้งคู่ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเรื่องราวในภาคนี้
จิมและสป็อคได้ประจำการในยาน USS Enterprise อีกครั้ง หลังหอสมุด สตาร์ฟลีทถูกถล่ม จิมต้องการไปตามล่าตัวการที่ทำให้เกิดเรื่อง การไปของ USS Enterprise ต้องไปแบบลับๆ เพราะ เจ้าตัวการ หลบนี้ไปซ่อนในดาวของพวกคลิงออน ถ้าจิมทำอะไรผิดพลาดจะทำให้ เกิดสงครามขึ้นมาได้ แต่กาลกลับตาลปัตร เมื่อจิมจับ จอห์น แฮรริสันได้ และได้รู้ว่าที่เขาทำแบบนั้นเพราะเขาเองก็ถูกกระทำมาก่อน แต่เขาเองก็เป็นบุคคลอันตราย (แม้ว่าจะดูดียังไงก็ตาม ^^) เขามีความสามารถเกินมนุษย์ แต่ถูกฝังความคิดที่จะกำจัด ชาติพันธ์ที่ต่ำกว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม และสิ่งที่เขาทำลงไปเป็นเพราะต้องการช่วยเหลือพวกพ้อง จากใครอีกคนที่ใช้เขาเป็นเครื่องมือ (และหลอกใช้ เคิร์ก กำจัดเขาอีกทีเพื่อเก็บทุกอย่างให้สะอาดสะอ้าน -*-)
ในระหว่างเหตุการณ์ทั้งหมดความเป็นผู้นำของจิมเคิร์ก ค่อยๆ ฉายแววให้เห็นเรื่อยๆ จากการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวมีความรับผิดชอบ ต่อลูกเรือ ที่อาจเรียกได้ว่า เป็นครอบครัวของเขา (เช่นเดียวกับที่ จอห์น แฮริสัน รู้สึกต่อพวกพ้อง)   
....ผมไม่รู้หรอกว่าต้องทำอะไร แต่ผมรู้ว่าผมสามารถจะทำอะไรได้บ้าง...เจมส์ ที เคิร์ก

ในภาคนี้ทำฉากต่อสู้ในอวกาศได้น่าประทับใจ และทำให้รู้สึกว่าได้ดู star trek แบบที่คุ้นเคยจริงๆ อีกครั้งในรูปแบบที่ทันสมัยกว่า เนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนมากมาย ไม่ต้องเดาทางให้ยุ่งยาก แต่สิ่งที่หนังทำได้ดีคือ การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละคร (ในภาคนี้ สป๊อคก็ มีอารมณ์ ความรู้สึกมากขึ้น)  การแชร์บทให้ตัวละครทุกๆ ตัว ดูลงตัวสวยงาม ไม่มีใครเด่นไปกว่าหรือด้อยไปกว่าใครในตำแหน่งที่ควรจะเป็น (สงสัยอย่างเดียวอีฉากลูกสาวผู้การใส่ชั้นในนี่มีเพืี่่อ?? )



หนังสื่อสารความขัดแย้งระหว่าง กฎเกณฑ์ และมโนธรรม ผ่านความขัดแย้งในการตัดสินใจของ จิม เคิร์ก และสป๊อค เป็นสารที่แฝงไว้โต้งๆ แต่ก็ไม่เน้นให้หนักหนา และในท้ายที่สุด กฎเกณฑ์ และ มโนธรรม ก็สามารถทำงานด้วยกันได้อย่างเป็นทีมเวิร์ค (เรียกว่ามีแอบซึ้งเล็กๆ)


โดยรวมแล้วถือว่า Star Trek :Into Darkness ไปดูได้สนุกแบบไม่รู้สึกเสียดายเงิน (โดยส่วนตัวถือว่า ประทับใจ แม้ไม่เท่า THE dark night แต่ก็ถือว่าเป็นการรีเมก หนังอวกาศ ได้ยอดเยี่ยมจริงๆ แอบให้ B+)



เอาใบปิดมาแถม เป็นใบปิดในภาพยนตร์แอคชั่นคนละแบบ แต่ใบปิดออกมาให้อารมณ์คล้ายกัน (3 เรื่องบนนี่สนุกจิงๆ ขอบอก^^)



ROOFTOP PRINCE


PREVIEW


 

ซีรีย์เรื่องใหม่ ของสมาชิก JYJ  Micky(Park YooChun) ถือว่าบทบาทการเป็นนักแสดงของเขาอยู่ในขั้นดีมากถึงเยี่ยมเลยทีเดียวสำหรับไอดอลอย่างเขา เรื่องนี้นอกจากนายปาร์คจะต้องแสดงเป็นสองคนแล้ว ยังต้องเป็นคนสองยุคอีกต่างหาก จะเป็นยังไงนั้นต้องติดตามชมคะ ขอบอกว่าเรื่องนี้ สนุกมากจริงๆ เรื่องราวชวนติดตามมาก เพราะมีปริศนาที่ทั้งพระเอกและผู้ชมต้องการคำตอบ จึงต้องติดตามดู และติดตามได้อย่างไม่อึดอัดใจ เพราะตลกมาก และดำเนินเรื่องได้ดี แม้ตัวละครจะเยอะ แต่ก็สามารถนำมาผูกกันได้ดี  และอยากย้ำอีกซักนิดว่า ตลกมากจริงๆนะ^^

นำรายชื่อนักแสดงนำและเรื่องย่อมาให้ชมกันซักเล็กน้อยคะ
ขอขอบคุณ http://dooeiit.blogspot.com
Detail
แนวละคร: โรแมนติก - คอมเมดี้
จำนวนตอน: 16
เขียนบท : ลีฮีมยอง ( Tomato, Bad Family)
กำกับโดย : ชินยุนชอบ
กำหนดออกอากาศ : 21 มีนาคม 2012
ออกอากาศ: พุธ - พฤหัส เวลา 21:55 (ตามเวลาเกาหลี)
(ออกอากาศแทน Take care of us Captain) 

Cast


เรื่องย่อ เป็นตอนๆ

ตอนที่ rooftop-prince chapter 1
ตอนที่ 2 rooftop-prince chapter 2
ตอนที่ 3 rooftop-prince chapter 3
ตอนที่ 4 rooftop-prince chapter 4
ตอนที่ 5 rooftop-prince chapter 5
ตอนที่ 6 rooftop-prince chapter 6
ตอนที่ 7 rooftop-prince chapter 7
ตอนที่ 8 rooftop-prince chapter 8
ตอนที่ 9 rooftop-prince chapter 9
ตอนที่ 10 rooftop-prince chapter 10
ตอนที่ 11 rooftop-prince chapter 11
ตอนที่ 12  rooftop-prince chapter 12
ตอนที่ 13 rooftop-prince chapter 13
ตอนที่ 14 rooftop-prince chapter 14
 ตอนที่ 15 rooftop-prince chapter 15
ตอนที่ 16 rooftop-prince chapter 16
ขอขอบคุณ http://forums2.popcornfor2.com/ 


และ video.mthai.com
หากนำข้อมูลไปใช้กรุณาให้เครดิตเว็บไซต์ด้วย http://nicesmilememo.blogspot.com/