สปอยล์100% สรุปสตาร์วอร์ส ภาค1- 6 ย่อจบในหน้าเดียว !! อ่านก่อนลุยภาค 7


ขอบคุณที่มา http://www.majorcineplex.com/news/starwars-1-6


ไตรภาคก่อน (Episode 1-3)

Star Wars Episode I: The Phantom Menace
สหพันธ์พาณิชย์กับดาวนาบู เกิดความขัดแย้งทางด้านการค้า ซึ่งได้มีการส่งเจไดคือ  ไควกอน จินน์ และโอบีวัน เคโนบี เข้าไปแก้ปัญหาอย่างลับๆ แต่ทำให้รู้ความจริงว่า สหพันธ์พาณิชย์ ได้ร่วมมือกับดาร์ธ ซิเดียส  สั่งการให้มีการรุกรานดาวนาบูและสั่งให้ตามฆ่าเจไดทั้งสอง ซึ่งพวกเขาหนีมายังดาวบูได้ก่อน บนดาวนั้นเขาได้รับความช่วยเหลือจาก จาร์ จาร์ บิงส์ จากนั้นทั้ง3ได้ตามไปช่วยเหลือราชินีอมิดาล่าซึ่งถูกจับตัวไว้ เมื่อการช่วยเหลือสำเร็จพวกเขามีแผนที่จะเดินทางไปยัง คอรัสซานท์  เพื่อขอความช่วยเหลือจากสภาสูง แต่ยานถูกกลุ่มสหพันธ์ไล่ยิงจนมาเสียที่ดาวทะเลทรายชื่อ ทาทูอีน ทำให้เจไดต้องเข้าไปหาอะไหล่ในเมืองจนพบกับเด็กชายชื่อ อนาคิน สกายวอล์คเกอร์  ซึ่งเป็นทาสของพ่อค้าอะไหล่ยาน โดยอนาคิน มีความสามารถด้านการขับยานทำให้เจไดทั้งสองเลือกที่จะพนันข้างเขาในการแข่งขัน เพื่อนำเงินมาไถ่ตัวอนาคินเพื่อนำไปฝึกเป็นเจได และพาเขาไปยังคอรัสซานท์ ด้วยกัน

 

โดยต่อมาสภาเจไดไม่อนุญาตให้ฝึกฝนอนาคินเพราะเขาโตเกินไปและกังวลถึงเรื่องคำทำนาย ในขณะเดียวกันสภาสูงปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือราชินีอมิดาล่า ทำให้วุฒิสมาชิกพัลพาทีน สบประโยชน์โน้มน้าวให้อมิดาล่ายื่นไม่ไว้วางใจสมุหนายกและเสนอชื่อเขาแทนเพื่อช่วยเหลือดาวนาบู ซึ่งอมิดาล่ายอมทำตามคำโน้มน้าวนั้นแต่กว่าจะมีการเลือกสมุหนายกคนใหม่ต้องใช้เวลานานทำให้ราชินีอมิดาล่าต้องกลับมากอบกู้นาบูจากผู้รุกราน โดยได้ความร่วมมือกับชาวกันแกน และอนาคินใช้ความสามารถด้านการบินทำลายยานบัญชาการของสหพันธ์พาณิชย์ลงได้ ทำให้สงครามยุติลง ระหว่างนั้น ดาร์ธ มอล ศิษย์ของดาร์ธ ซีเดียส ได้เข้าปะทะกับไควกอน ทำให้ไควกอนตาย และโอบีวันได้เข้ามาแก้แค้นแทน ก่อนไควกอนจะตายได้สั่งเสียว่าให้ฝึกอนาคินเป็นเจไดให้ได้ หลังการสู้รบจบสิ้น สภาเจไดแต่งตั้งให้โอบีวันเป็นอัศวินเจได  และ อ.โยดาอนุญาตให้โอบีวันรับอนาคินเป็นศิษย์

Star Wars Episode II: Attack of the Clones
10ปีหลังจากยุทธการนาบู เริ่มมีขบวนการแบ่งแยกสาธารณรัฐ นำ โดย เคาท์ ดูกู  ซึ่งในระหว่างนั้น วุฒิสมาชิกแพดเม่ อมิดาล่า  อดีตราชินีอยู่ที่ คอรัสซังค์ ได้ถูกลอบสังหารแต่ได้รับการอารักขาโดย โอบีวัน กับ  อนาคิน  ทั้งสองสามารถตามจับกุมมือลอบสังหารได้แต่ถูกกลับฆ่าปิดปากก่อน ทำให้พวกเขาต้องออกสืบว่าใครเป็นผู้ว่าจ้างการลอบสังหารในครั้งนี้ โดยโอบีวัน เป็นผู้ออกสืบหา ส่วน อนาคินต้องอยู่อารักขาอมิดาล่า ทำให้ทั้งสองเกิดความสนิทสนมและรักกันในที่สุด ระหว่างนั้นโอบีวันตามเบาะแสมาจนพบว่ามีดาวชื่อคามิโนกำลังสะสมกองทัพโคลนโดยอ้างว่าเป็นกองทัพของสาธารณรัฐและได้พบกับนักล่ารางวัลผู้ที่ฆ่าปิดปากมือลอบสังหาร ทั้งสองได้ปะทะกันจนตามไปถึงโรงงานสร้างหุ่นรบและพบว่าผู้อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือ อุปราช ของสหพันธ์พาณิชย์


โอบีวันได้ส่งข้อความไปให้อนาคินเพื่อให้เขาส่งเรื่องที่เขาพบไปยังสภาเจได แต่กลับโดนเคาท์ดูกูจับตัวไป อนาคินพยายามไปช่วยเหลือแต่ก็โดนจับไปด้วยพร้อมกับอมิดาล่า โดยทั้ง 3 กำลังจะถูกประหาร ในขณะนั้นวุฒิสภาได้มอบอำนาจให้ สมุหนายกพัลพาทีน  มีอำนาจในการสร้างกองทัพเพื่อต่อต้านพวกกบฎแบ่งแยก และได้ส่งกองทัพโคลนไปช่วยเหลือพวกที่ถูกจับกุมตัวไป โดยมีโยดาเป็นผูนำทัพ และกำลังจะได้รับชัยชนะ โอบีวันตามไล่ล่าเคาท์ดูกูจนเสียท่าได้รับบาดเจ็บ อนาคินได้เข้าช่วยแทนแต่โดนเคาท์ดูกูตัดแขนขาด ต่อมาอ.โยดาได้เข้ามาช่วย แต่เคาท์ดูกูสามารถหลบหนีไปได้  ภาคนี้จบลงตรงที่ ฝ่ายสาธารณรัฐได้รับชัยชนะ อมิดาล่ากับอนาคิน แต่งงานกันอย่างลับๆ เพราะเป็นการละเมิดกฎของเจได 

 Star Wars Episode III: Revenge of the Sith
เหตุการณ์หลังจากกองทัพโคลนส์จู่โจม  3 ปี กบฎแบ่งแยกดินแดนแทรกซึมเข้ามาในสาธารณรัฐ โดยการนำของซิธลอร์ด(ดาร์ธ ซีเดียส)และ เคานท์ ดูกู ซึ่งได้มีการจับกุมตัวสมุหนายกพัลพาทีน  ไปเป็นตัวประกัน โอบีวันและอนาคินเข้าไปช่วยพัลพาทีและได้ต่อสู้กับเคาท์ดูกู ซึ่งอนาคินใช้โทสะดวลดาบแสงกับเคาท์ดูกูจนชนะและตัดแขนทั้งสองข้างของดูกูออก จากนั้นพัลพาทีน ได้ยุให้อนาคินฆ่าดูกูทิ้งซะ  ซึ่งนั่นไม่ใช่วิถีของเจไดทำให้อนาคินลังเลแต่สุดท้ายเพราะความแค้นก็ทำให้เขาฆ่าดูกูจนได้


อนาคินกลับมาที่ คอรัสซัง  และแพดเม่ได้แจ้งข่าวกับเขาว่านางกำลังจะมีลูก นั่นทำให้อนาคินฝันร้ายว่าลูกที่เกิดขึ้นจะทำให้แพดเม่ตายและไม่อยากให้ฝันนั้นเป็นจริง อนาคินถูกพัลพาทีนชักจูงเข้าสู่ด้านมืดโดยอ้างว่าพลังด้านมืดสามารถช่วยเหลือชีวิตแพดเม่ได้ และได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้ว  ดาร์ธซีเดียส  ก็คือพัลพาทีนนั่นเอง เขาจึงรีบไปแจ้งกับ อาจารย์วินดู และได้บุกไปปะทะกับพัลพาทีน แต่สุดท้ายอนาคินกลับถูกพลังมืดครอบงำเป่าหูเพราะไม่อยากให้แพดเม่ตาย เขาจึงฟันแขนวินดูทิ้ง และดาร์ธซีเดียส  ใช้พลังสายฟ้าฆ่าวินดูและรับอนาคินเป็นศิษย์แต่งตั้งให้เป็น  ดาร์ธ เวเดอร์


โดยภารกิจแรกที่อนาคินได้รับคือกวาดล้างเจไดให้หมดไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก โอบีวันล่วงรู้ความจริงว่าอนาคินไปผู้ลงมือครั้งนี้และได้ไปบอกความจริงกับแพดเม่ ก่อนที่จะไปช่วยดึงอนาคินกลับมาจากด้านมืด ทั้งสองเข้าปะทะกัน สุดท้ายแล้วอนาคินเป็นผู้พ่ายแพ้ โอบีวันปล่อยให้อนาคินถูกไฟคลอก และรีบไปช่วยเหลือแพดเม่ พาเธอผ่าท้องคลอดลูก ได้ลูกชายชื่อว่าลุค และ ลูกสาวชื่อว่า  เลอา ถูกส่งไปแยกกันเลี้ยง โดยโอบีวัน ตามเฝ้าดูแลลุคอยู่ห่างๆที่ดาวแททูอิน ส่วนอมิดาล่าเจ็บหนักจนเสียชีวิตในที่สุด ส่วนอนาคินยังไม่ตายและถูก ดาร์ธซีเดียส ช่วยเหลือด้วยการสร้างชุดและใส่หน้ากากให้เป็นแบบสีดำ

ไตรภาคดั้งเดิม  (Episode 4-6 )


 Star Wars Episode IV: A New Hope
จักรวรรดิเอ็มไพร์ ภายใต้อำนาจของจักรพรรดิพัลพาทีน ได้สร้างดาวมรณะ ซึ่งเป็นสถานีอวกาศที่มีอานุภาพสามารถทำลายดาวทั้งดวงได้  แต่แบบแปลนของดาวมรณะกลับถูกกองกำลังฝ่ายกบฎขโมยไป ส่งมอบให้กับ เจ้าหญิงเลอา ออร์กาน่า วุฒิสมาชิกแห่งอัลเดอราน ซึ่งกองทัพฝ่ายจักรวรรดินำโดย ดาร์ธเวเดอร์ ได้ตามมาจับตัวเจ้าหญิงเลอาไว้ ด้วยความรีบเร่งองค์หญิงได้ซ่อนแปลนดาวมรณะไว้ในหุ่นชื่อ R2D2 และส่งหุ่นไปที่ดาวแทดูอินเพื่อขอความช่วยเหลือจาก โอบีวันเคโนบี อดีตเจได ซึ่งเมื่อ R2D2 เดินทางมาถึงแททูอินมันถูกจับไปขาย แต่โชคดีที่ ลุค สกายวอล์กเกอร์  มาซื้อมันไว้และพบข้อความลับดังกล่าว พาให้เขาได้ไปรู้จักกับเบน หรือ โอบีวันเคโนบี ทั้งสองได้ติดต่อเช่ายานกับชายชื่อ ฮันโซโลที่มีคู่ซี้เป็นวุคกี้ขนรุงรังนามว่า ชิวแบคก้า  เพื่อเดินทางเอาแปลนไปส่งที่ดาวอัลเดอราน


แต่ระหว่างนั้นดาวกลับถูกทำลายไปแล้ว ยานของฮันถูกแรงดึงดูดเข้าไปในดาวมรณะ พวกเขาเข้าไปช่วยองค์หญิงเลอา แต่ระหว่างนั้นโอบีวัน กับ ดาร์ธเวเดอร์ปะทะกัน จนโอบีวันถูกทำลายร่างหายวับไป ลุคคิดจะแก้แค้นแต่ถูกทัดทานไว้ พวกเขาหนีจากยานสำเร็จ และไปยังฐานลับกบฎที่ตั้งอยู่บนดาวยาวิน 4  จากนั้นจึงได้เปิดแปลนและค้นพบจุดอ่อนของดาวมรณะ ลุค เข้าร่วมกับกองทัพขับยานรบออกไปเพื่อทำลายดาวมรณะซึ่งสุดท้ายมันก็ถูกทำลายลง แต่เวเดอร์กลับหนีไปได้ 

Star Wars Episode V: The Empire Strikes Back
กองทัพจักรวรรดิเริ่มโต้กลับด้วยการส่งอกงกำลังไปบุกถล่มดาวน้ำแข็งซึ่งเป็นฐานทัพลับใหม่ของพวกกบฎจนทำให้กองกำลังแตกพ่าย ลุค สกาย วอล์คเกอร์ได้รับคำแนะนำจากโอบีวันให้ไปฝึกวิชากับอ.โยดา  บนดาว Dagobah  ส่วนฮันโซโล หนีการตามล่าของ ยาน Star Destroyer ทำให้ยานมิลเลเนียม ฟอลคอน  ได้รับความเสียหายเลยเดินทางไปหาเพื่อนเก่าที่  Cloud City  แต่สุดท้ายกลับโดนดาร์ธเวเดอร์จับกุมตัวไว้และเอาฮันไปแช่แข็ง ในคาร์บอนไนต์ ส่งให้กับแจบบ้าที่อยู่แททูอิน ซึ่งฮันเป็นหนี้แจบบ้าอยู่ หลังจากได้ฝึกวิชาพอสมควรกับโยดา ลุค สกายวอล์คเกอร์ขอพักฝึกเพื่อมาช่วยเพื่อนจนได้ปะทะกับดาร์ธ เวเดอร์และถูกเวเดอร์ตัดแขนข้างขวา ก่อนที่เวเดอร์จะสารภาพความจริงว่าเขาคือพ่อของลุค ด้วยประโยคคลาสสิคว่า "I am your father"  ลุคพลัดตกจาก Cloud City แต่เลเอา ได้หันยานมิลเลเนียมฟอลคอนมาด้วยไว้ทัน กลุ่มยานกบฎหลบหนีออกจาก Cloud City มาได้ทัน และเตรียมไปช่วยเหลือฮันโซโลที่โดนแช่แข็งจับตัวไป 


 Star Wars Episode VI: Return of the Jedi
ลุค ได้เดินทางไปแททูอินเพื่อช่วยเหลือฮันโซโลจากแจบบา และสามารถทำลายรังของแจบบาลงได้ จากนั้นลุคได้แยกไปฝึกกับโยดาให้สำเร็จ แต่อ.โยดาบอกว่าเขาสำเร็จวิชาแล้ว และบอกความจริงว่ายังมีสกายวอล์คเกอร์เหลืออีกคนที่เป็นน้องสาวเขา ...ฮันไปรวมกับกองกำลังกบฎเพื่อวางแผนถล่มดาวมรณะดวงที่สอง แต่ปัญหาคือดาวมรณะมีเกราะป้องกันที่เกิดจากเครื่องกำเนิดพลังงานบนดวงจันทร์เอนดอร์ พวกฮันและลุคอาสาไปทำลายมัน แต่ก็พบว่าดวงจันทร์มีกองกำลังฝ่ายจักรวรรดิรออยู่  ซึ่งโชคดีที่พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากพวก อีว็อคหรือพวกหมีแคระ ชนเผ่าพื้นเมืองนำไปสู่การทำลายเครื่องกำเนิดพลังงาน ส่วนลุคแยกตัวไปเผชิญหน้ากับ ดาร์ธ เวเดอร์ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้พ่อกลับมาสู่ด้านสว่าง เขาดวลไลท์เซเบอร์จนชนะ และตัดแขนขวาของเวเดอร์จนขาด ฝ่ายจักรพรรดิพัลพาทีนได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ลุคเข้ามาอยู่ในด้านมืดแต่ก็ไม่สามารถทำได้ จึงใช้พลังสายฟ้าทำลายลุค แต่ดาร์ธเวเดอร์ทนเห็นลูกชายโดนกระทำไม่ได้ เลยเข้าไปทำลายจักรพรรดิพัลพาทีนทุ่มเขาลงไปในช่องอวกาศ เวเดอร์กลับมาเป็นอนาคินและขอให้ลุคช่วยถอดหน้ากากเขาออก ทำให้เขาได้มองหน้าลูกชายด้วยดวงตาของตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตาย ฝ่ายกบฎสามารถทำลายล้างจักรวรรดิลงได้สำเร็จและนำสันติสุขกลับคืนมาสู่กาแล็คซี่อีกครั้ง 

id4 independence day

พอดีว่ามีโอกาสได้ดู trailer แรกของ ID4 ภาค 2 ก็อยากจะพูดถึงภาคแรกซักหน่อย 

สำหรับยุคนั้น ( 1996 ) เป็นยุคที่คอมพิวเตอร์ยังไม่ทันสมัยมากนัก หนังเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ฮือฮาอยู่พอสมควรส่งผลให้นักแสดง ดังเปรี้ยง โดยเฉพาะ วิล สมิธ ซึ่งไม่ได้กลับมาแสดงต่อในภาค 2 (แอบเสียดาย) ตอนจบของหนัง วิธีทำลายยานแม่ ตอนที่ดูนี่รู้สึกว่ามันสุดยอดอ่ะคิดได้ไง แต่ถ้ามาเป็นยุคนี้มันก็เป็นแค่ไวรัสคอมพิวเตอร์ธรรมดานี่หน่า >< แต่ยังไงก็แล้วแต่นี่ก็ยังเป็นหนังสุดยอดในดวงใจอยู่ดี


ขอยืมเรื่องย่อมาจาก วิกีพีเดีย นะคร่ะ 

นื้อเรื่อง[แก้]

วันที่ 2 กรกฎาคม จู่ ๆ ทั่วโลกก็เกิดโกลาหลเมื่อพบว่าสัญญานการสื่อสารถูกรบกวนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์หรือดาวเทียม พร้อมกันนั้นก็มีผู้พบสัญญาณที่เชื่อว่ามาจากจานบินที่กำลังมุ่งหน้ามาทางโลก ซึ่งสัญญาณนั้นถูกส่งมาจากดวงจันทร์ โดยจากภาพถ่ายดาวเทียมปรากฏให้เห็นยานแม่ขนาดความกว้างกว่า 550 กิโลเมตร หรือ 1 ใน 4 ของดวงจันทร์ และยานแม่ได้ส่งยานลูกนับสิบๆ ลำ โดยแต่ละลำก็มีขนาดใหญ่กว่า 15 ไมล์ และกำลังเคลื่อนเข้าสู่เมืองใหญ่ทั่วโลก โดยประธานาธิบดี วิทมอร์ และคณะไม่รู้จะรับมืออย่างไรกับสถานการณ์
ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์ของสถานีโทรทัศน์ เดวิด ลีวินสัน อ่านสัญญาณนั้นออกและเชื่อว่ามันเป็นสัญญาณบอกให้โจมตีโลกพร้อมกัน จึงรีบไปที่ทำเนียบขาวพร้อมกับพ่อของเขาเพื่อเตือนประธานาธิบดีก่อนจะสายเกินไป ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้กองสตีเว่น ฮิลเลอร์ นักบินผู้ไม่กลัวใครของกองทัพสหรัฐ ถูกเรียกตัวไปประจำหน้าที่โดยไม่ได้อยู่ร่วมฉลองวันชาติพร้อมกับครอบครัว
ณ ทำเนียบขาว เดวิดได้อธิบายถึงการที่ดาวเทียมไร้ผลซึ่งเกิดจากการติดต่อระหว่างจานบินทั่วโลก และจากตามที่คำนวณได้เหลือเวลาเพียง 27 นาทีก่อนที่จานบินจะโจมตี ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลกำลังส่งเฮลิคอปเตอร์แบบติดไฟพิเศษขึ้นไปติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว แต่ก็ถูกตอบรับด้วยการยิงกลางอากาศ จึงมีคำสั่งให้อพยพคนในเมืองทั้งหมด โดยเหลือเวลาอีก 1 นาที ประธานาธิบดี เดวิด จูเลี่ยน และผู้ติดตาม ยกเว้นภรรยาของประธานาธิบดี ได้ขึ้น แอร์ฟอร์ซวัน หนีออกจากเมือง และก็เป็นดั่งคำทำนายของเดวิด เมื่อจานบินทุกลำพร้อมกันยิงแสงทำลายอาคารบ้านเรือนพร้อมกันทั่วโลก ทั้ง ตึกเอ็มไพร์สเตทตึกไครสเลอร์ทำเนียบขาว มีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คน
วันที่ 3 กรกฎาคม ผู้กองฮิลเลอร์และทหารจำนวนหนึ่งได้พยายามที่ใช้เครื่องบินรบสู้กับจานบิน แต่จานบินนั้นมีเกราะสนามพลังอยู่ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้เลยแม้แต่น้อย ผู้กองฮิลเลอร์จึงล่อจานบินลำหนึ่งให้ไปชนกับภูเขาและได้นำร่างของมนุษย์ต่างดาวซึ่งสลบอยู่ไปหาฐานทัพที่เขาเห็นระหว่างบิน ในระหว่างที่อยู่บนแอร์ฟอร์ซวัน จูเลี่ยน พ่อของเดวิดก็ได้เสนอความคิดเพี้ยนๆ ขึ้นมาถึงเรื่องแอเรีย 51 สถานที่ ๆ เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐเก็บศพมนุษย์ต่างดาวไว้ แต่กลายเป็นว่าสถานที่แห่งนี้มีจริง และทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปที่แอเรีย 51 ในขณะนั้นผู้กองฮิลเลอร์ก็มาถึง แอเรีย 51 พร้อมกับร่างของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งประธานาธิบดีและคนของเขาก็ตามมาถึง และได้พบความจริงว่า แอเรีย 51 นั้นได้มีการจับตัวมนุษย์ต่างดาว 3 ตัวที่เสียชีวิตจากยานตกในปี ค.ศ. 1947
หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ดร.โอเคน ได้ทำการผ่าตัดมนุษย์ต่างดาวที่ผู้กองฮิลเลอร์จับมาได้ แต่ทว่ามันหลุดรอดออกมาพร้อมสะกดจิตเขาไว้ มนุษย์ต่างดาวได้สื่อสารกับประธานาธิบดีผ่านทาง ดร.โอเคน และได้รู้ว่าพวกมันเหมือนฝูงตั๊กแตนที่อพยพไปเพื่อหาแหล่งอาหารไปเรื่อย ๆ เมื่ออาหารหมดก็จะอพยพไปดาวอื่นต่อไป มนุษย์ต่างดาวใช้พลังจิตทำร้ายประธานาธิบดีวิทมอร์ แต่สุดท้ายก็ถูกฆ่าตาย วิทมอร์สั่งให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตี แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำอะไรจานบินแม้แต่น้อย
วันที่ 4 กรกฎาคม ท่ามกลางความสิ้นหวัง เดวิดพยายามหาทางที่จะเจาะระบบเกราะสนามพลังให้ได้ และพบว่าไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถปิดเกราะของจานบินได้ชั่วคราว พวกเขาจึงเตรียมการใช้จานบินลำที่ตกลงมาในปี ค.ศ. 1947 ขึ้นไปอัปโหลดไวรัสบนยานแม่และวางระเบิดนิวเคลียร์ภายในยาน ส่วนนักบินที่เหลือให้รวมตัวเพื่อทำลายจานบินขณะที่เกราะยังปิดอยู่ และได้ใช้รหัสมอสเพื่อส่งข้อความไปยังฐานทัพทั่วโลกเพื่อให้โจมตี
หลังจากที่แผนการใช้ไวรัสประสบผล ประธานาธิบดีวิทมอร์ได้ขับเครื่องบินรบคู่กับนักบินคนอื่นร่วมกันโจมตีจานบินและยานเอเลี่ยนเหนือแอเรีย 51 ถึงจานบินจะไร้สนามพลังแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถทำอะไรจานบินได้มากนัก และจานบินเตรียมพร้อมที่จะยิง แอเรีย 51 เนื่องด้วยเครื่องบินส่วนใหญ่มิสไซล์หมด วิทมอร์จึงสั่งถอยทัพ รัสเซลล์ เคสส์ ซึ่งยังเหลือมิสไซล์อีกลูกหนึ่ง แต่มิสไซล์ขัดลำ เขาจึงใช้วิธีแบบกามิกาเซ่ตรงเข้าไปยังฐานยิงลำแสงทำลายล้างของจานบิน ทำให้จานบินเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่และถูกทำลายในที่สุด ส่วนกองทัพที่เหลืออยู่ทั่วโลกก็รู้จุดอ่อนของจานบิน ขณะเดียวกันผู้กองฮิลเลอร์และเดวิดได้วางระเบิดบนยานแม่ และทั้งคู่ก็หนีออกมาอย่างปลอดภัย ถือว่าเป็นชัยชนะของมวลมนุษยชาติอย่างแท้จริง





Gotham ซีซั่น 2 เผยภาพตอนแรก Ep 1

ที่มา http://www.script.today/script/newsDetail?id=3327643

นับถอยหลังเตรียมติดตามกันต่อกับซีรีส์ Gotham ซีซั่น 2 ย้อนเรื่องราวตำนานการกำเนิดอัศวินรัตติกาล หลังจากปล่อยคลิปตัวอย่าง พร้อมทั้งภาพตัวละครเซ็ตแรกออกมาให้ชมกันบ้างแล้ว คราวนี้ปล่อยภาพชุดที่ 2 ออกมาให้ชมกันอีก ก่อนเริ่มออกอากาศช่วงสิ้นเดือนกันยายน 2015


หลังจากปล่อยภาพเผยโฉมตัวละครไปไม่นาน คราวนี้ถือโอกาสปล่อยภาพชุดที่ 2 ซึ่งเป็นภาพเหตุกาณ์ในตอนแรกที่มีชื่อว่า "Damned If You Do" ของซีรีส์ Gotham ซีซั่น 2 ที่เปิดเผยให้เห็นบุคคลและสถานที่ที่น่าฉงนสงสัย อาทิ ถ้ำลึกลับ, หมวกสีดำ และชายในชุดฮอกกี้ ทำให้น่าคิดว่าเมือง Gotham จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ? 

สำหรับซีรีส์ Gotham ซีซั่น 2 มีกำหนดออกอากาศตอนแรกในวันที่ 21 กันยายน 2015 ทางช่อง Warner TV แต่ตอนนี้มาชมภาพของ EP 1 กันก่อนเลย

ชุดภาพ EP 1 Damned If You Do

Gotham

หลังจากดูซีรีย์ I order you ของสุดที่รัก ยูโนยุนโฮ ไปได้ครึ่งเรื่องเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวละ ฉันจะไม่ทนละถึงเรื่องนี้ยูโนจะดูดีหล่อเนียบทำกับข้าวเก่ง แต่ทนนางเอกไม่ไหวจริงๆ ใครจะว่าไงแล้วแต่ ในจุดนี้ฉันจะไม่ทน (เป็นความเห็นส่วนตัว) ><  หลังจากบ่นมานานเยิ่นเย้อ (บ่นทำไมละจ้ะ >< ) เราก็ย้ายทวีปมาดูซีรีย์ฝรั่งกันมั่ง 
เนื่องจากเป็นติ่งแบทแมนอยู่เล็กๆ เลยลองดูเรื่องนี้ GOTHAM


เนื้อเรื่องสนุกดีนะเป็นสไตล์สืบสวนสอบสวน โดยมีเนื้อเรื่องหลักๆ เกี่ยวกับการตายของพ่อแม่ของบรูซเวนย์ เนื้อเรื่องรองๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหลายในเมืองกอทแธมที่มีกลุ่มผู้มีอิทธิพลหลักๆ 2 กลุ่ม แย่งชิงอำนาจและส่วนแบ่งทางธุรกิจ โดยมีคุณตำรวจน้ำดี จิม กอร์ดอน เป็นพระเอกของเรื่อง ในเรื่องนี้นอกจากมีจิม กอร์ดอน ตอนหนุ่ม และบรู๊ซ เวนย์ ตอนเด็กแล้ว ก็ยังจะมี แคทวูแมน ตอนเด็ก  มีคุณอัยการฮาร์วีย์ เดนส์ ตอนหนุ่ม (ซึ่งอาจจะดูขัดกับในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ของโนแลน ที่ฮารวีย์ ดูจะมีอายุไม่แก่กว่าบรู๊ซซักเท่าไหร่) อัลเฟรด เมื่อตอนยังไม่แก่มาก ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ อัลเฟรด แกบู๊อยู่พอสมควร (ไม่ใช่พ่อบ้านธรรมดานะคะเนียะ) และมนุษย์เพนกวิน ตอนหนุ่ม (และผอม55+)
เกริ่นแค่นี้พอละ 55+ ไปติดตามหาชมทางเวปไซต์ต่างๆนะคะ ตอนนี้มีพากษ์ไทยแล้วทางช่อง mono29 ดูไปทำงานไป เพลินมากมาย 

Batman v Superman: Dawn of Justice Official Comic-Con 2015 Trailer



ดูตัวอย่างแล้วก็เริ่มแน่ใจได้ว่า..คงต้องไปดูอีกแล้วสินะ 555

ถึงจะไม่ปลื้ม เบน เอฟเฟล็ก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไปดู
น่าเห็นใจเหมือนกันนะ ต้องแบกรับความคาดหวังและการเปรียบเทียบที่ต้องมีแน่นอน
เพราะแบทแมน ที่ถูกถ่ายทอดโดย คริสเตียน เบล มันดีมากจริงๆ
ไม่รู้ว่า เบน จะสานต่อได้เนียนขนาดไหน รอชมๆ ^__^



เรือนขนมปังขิง (Ginger Bread Style)

http://layangom.blogspot.com/2013/02/ginger-bread-style.html

เรือนขนมปังขิง (Ginger Bread Style)

เราคงคุ้นตากับสถาปัตยกรรมที่มีการประดับตกแต่งด้วยไม้ที่ฉลุด้วยลวดลายต่างๆ ทั้งบริเวณช่องลม ราวระเบียง เชิงชายหรือหน้าบัน แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าสถาปัตยกรรมลักษณะนี้เรียกว่าสถาปัตยกรรมแบบ บ้านขนมปังขิง (Gingerbread Style) ซึ่งลักษณะเด่นของสถาปัตยกรรมลักษณะนี้ก็เป็นดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คือ มีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุต่างๆ ไว้ตามส่วนประกอบของอาคาร

 
ทำไมถึงเรียกขนมปังขิง???
ขื่อนี้แปลตรงตัวมาจากขนม "Ginger Bread" ที่ชาวยุโรปในบ้านเรามักจะใช้ประดับในขนมบ้านตุ๊กตาฉลองในเทศกาลคริสต์มาส  ซึ่งตุ๊กตาและลวดลายประดับอยู่บนบ้านตุ๊กตามีรูปทรงลักษณะละเอียดละออ เป็นเส้นโค้งหงิกงอคล้ายแง่งขิง  พอนำมาประดับตกแต่งอาคารที่พักอาศัยจึงเรียกบ้านสไตล์นี้ว่า"บ้านขนมปังขิง"ตามชื่อ

เรือนขนมปังขิงมาจากไหน???
ต้นแบบนั้นมาจากบ้านสไตล์วิคตอเรียนในประเทศอังกฤษ และได้แพร่หลายเข้ามาในประเทศของเราหลังจากที่ชาวต่างชาติเริ่มเข้ามามี บทบาทในประเทศช่วงราวรัชกาลที่ เป็นต้นมา โดยเริ่มต้นจากที่รัชกาลที่ ทรงศึกษาภาษาอังกฤษและติดต่อค้าขายกับต่างชาติ และทรงสร้างเรือนปั้นหยาไว้ในเขตพระราชวังต่างๆก่อน จุดเด่นของหลังคาปั้นหยาคือ ชายคาที่คลุมรอบ ด้าน ต่างจากเรือนไทยเดิม ซึ่งเป็น ชายคา ด้าน มีหน้าจั่ว จากเรือนปั้นหยาก็วิวัฒนาการมาเป็นเรือนมนิลา มีจั่วด้านหน้า ด้าน และชายคาคลุม ด้าน แล้วต่อมาก็มีการสร้างบ้านพักของสถานทูตฝรั่งเศส เป็นบ้านสไตล์วิคตอเรียน ที่สร้างในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ประดับตกแต่งด้วยฉลุไม้ที่ระเบียงและส่วนต่างๆของบ้าน ซึ่งชาวไทยเองก็ชื่นชอบความงดงามของลวดลายไม้แกะสลักจนเกิดเป็นกระแสนิยมนำเอา ลวดลายขนมปังขิงมาประดับที่บ้านเรือนของเราบ้าง โดยความนิยมนั้นก็เริ่มต้นขึ้นจากพระราชวัง บ้านขุนนาง เศรษฐี คหบดี และตามวัดวาอารามต่างๆความนิยมก็มาสู่พ่อค้า คหบดี ในช่วงนั้นกรุงเทพฯ ก็จะมีบ้านในสไตล์นี้สร้างตามกันมามากมาย รวมทั้งรูปแบบที่เน้นการประดับลวดลายฉลุไม้ ที่เรียกว่า เรือนขนมปังขิง


แม้จะนำแบบมาจากบ้านสไตล์ต่างประเทศ แต่ก็ใช่ว่าบ้านแบบขนมปังขิงนี้จะไม่เข้ากับประเทศไทย เพราะลวดลายแกะสลักนั้นทำหน้าที่เป็นช่องลมได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีความอ่อนช้อยงดงามเหมาะกับความประณีตละเอียดอ่อนของคนไทยอีกด้วย บางหลังก็มีการดัดแปลงเป็นลายไทยแทนลายฝรั่งทำให้เกิดความงดงามมากขึ้นไปอีก บ้านแบบนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง มาตั้งแต่นั้น นอกจากบ้านแล้ว งานในลักษณะนี้ยังมีการดัดแปลงมาทำเฟอร์นิเจอร์ต่างๆอีกด้วย จนถึงช่วงปลายรัชกาลที่ ความนิยมก็เริ่มซาลง ไม้เริ่มมีราคาแพงขึ้น ความนิยมเริ่มเปลี่ยนไป เป็นเน้นการออกแบบหลังคาซ้อน หรือจั่วตัดแทน จนในสมัยรัชกาลที่ บ้านก็เข้าสู่ยุคสมัยใหม่ มีรูปแบบเรียบง่าย ลดความหรูหราฟุ่มเฟือยออก ก็คงจะอิทธิพลของการปฏิวัติอุตสาหกรรมของทางตะวันตกนั่นเอง และการเปลี่ยนแปลงก็ยังมีเรื่อยมา จนในสมัยนี้บ้านขนมปังขิงที่หลงเหลืออยู่บ้าง ก็ทรุดโทรม รื้อถอนไปมาก จนหาชมได้ยาก เพราะความเจริญรุกรานมาเรื่อย การบูรณะซ่อมแซม ทำยากและค่าใช้จ่ายสูง จนไม่คุ้มที่จะเก็บรักษาหรืออนุรักษ์ไว้ใช้งาน แต่บ้านที่ยังหลงเหลืออยู่นั้น คนสมัยนี้ที่ไม่รู้ประวัติ ก็จะคิดว่าเป็นบ้านไทยโบราณแบบหนึ่ง

แตกต่างกันตรงไหน???
ความแตกต่างของรูปแบบบ้านขนมปังขิง ว่าแตกต่างกับรูปแบบโคโลเนียลและชิโนโปรตุกีสอย่างไร อาคารทั้งสามแบบเป็นอาคารที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกทั้งสิ้น โดยรูปแบบบ้านขนมปังขิงนั้นจะมีจุดเด่นตรงที่ประดับประดาอาคารด้วยไม้ฉลุลวดลายต่าง ทั้งบริเวณหน้าจั่ว ชายคา ค้ำยัน ช่องลม สถาปัตยกรรมรูปแบบของชิโนโปรตุกีสนั้นจะเป็นลักษณะของตึกแถว เป็นการผสมกันระหว่างสถาปัตยกรรมของโปรตุเกสและจีนเข้าด้วยกัน สุดท้ายเป็นลักษณะของอาคารสไตล์โคลโลเนียล จะเป็นลักษณะที่กว่าที่สุด เพราะสไตล์โคโลเนียลนั้นมีหลากหลายขึ้นกับชาวต่างชาติที่มาสร้างไว้ มีทั้งสไตล์อังกฤษ ฮอลันดา ฝรั่งเศส สเปน เป็นต้น
 
 
ตัวอย่างรูปแบขนมปังขิง ชิโนดปรตุกีส และโคโลเนียล ตามลำดับ
  
ขนมปังขิงในประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง???
รูปแบบของเรือนขนมปังขิงในประเทศไทยปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นบ้านของคหบดี หรือเชื้อพระวงศ์ เนื่องจากเป็นอาคารที่ต้องใช้ช่างฝีมือในการก่อสร้าง และบำรุงรักษายาก ตัวอย่างเรือนขนมปังขิงในประเทศไทย เช่น
พระที่นั่งวิมานเมฆ
พระที่นั่งองค์นี้ ได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุโรป ผสมกับไทยประยุกต์ องค์พระที่นั่งเป็น มี ชั้น ชั้นล่างสุดก่ออิฐ ถือปูน ชั้นถัดขึ้นไปสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหมดทาด้วยสีครีมอ่อนหลังคาสีแดง และหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ มีลวดลายตามหน้าต่าง และช่องลมซึ่งฉลุเป็นลาย


 

พระที่นั่งอภิเศกดุสิต
 เป็นพระที่นั่งองค์แรกๆ ที่สร้างขึ้นในเขตพระราชวังดุสิต เป็นพระที่นั่งชั้นเดียว ประดับไปด้วยสร้างด้วยไม้เป็นส่วนมาก มีลวดลายฉลุไม้เรียกว่า ลายบุหงา มีการประดับกระจกสี และลวดลายปูนปั้นที่หน้าบัน



พิพิธภัณฑ์บ้านเอกะนาค มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
บ้านเรือนไทยทรงปั้นหยา อาคาร ชั้น ครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นล่างก่ออิฐถือปูน ชั้นบนเป็นไม้ หลังคามุงกระเบื้องว่าว ด้านซ้ายของอาคารมีโปร่งยื่นออกมาแบบพระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งถือเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้นลักษณะของการก่อสร้างได้รับอิทธิพลจากตะวันตกผสมผสานลวดลายฉลุ


ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร
ตั้งอยู่ขวามือเมื่อเข้าจากหน้าวัด เป็นตำหนัก สองชั้นแบบตึกฝรั่งปนไทย มุขหน้าประดับด้วยลวดลายไม้ฉลุงดงาม
ตำหนักนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงสร้างถวายเป็นท้องพระโรง ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยา วชิรญาณวโรรส




เรือนขนมปังขิงนี้เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่มีการพัฒนารูปแบบจนกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมของไทย เราจึงควรที่จะอนุรักษ์เรือนลักษณะนี้ที่ยังหลงเหลืออยู่ไว้ เนื่องจากปัจจุบันเรือนขนมปังขิงมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ต้องใช้ความประณีตในการก่อสร้างสูง ทำให้การบูรณะซ่อมแซมอาคารเก่าต้องใช้งบประมาณที่สูงไปด้วย


น.ส.นานา บุญรอดชู
52020044
อ้างอิงจาก:

ตัวละครลับในอินเตอร์สเตลล่า

อยากจะพูดถึงเขาคนนี้เหลือเกิน คือ..เซอร์ไพรสมาก ออกจากโรงยังเถียงกะคนข้างๆว่า มี..แสดงด้วยนะ หลังจากดูก็พยายามหารีวิว แต่ก็ไม่มีใครเอ่ยถึง คิดจะรีวิวมันซะเองเลย แต่ไปๆมาๆ เก็บเขาไว้เป็นตัวละครลับสำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูดีกว่า ช่างเก็บความลับเก่งจริงๆนะ โนแลน 55+

เก็บมาอ่านเล่น http://movie.mthai.com/movie-news/165779.html

15 เรื่อง ที่คุณควรรู้ไว้ ก่อนไปท่องอวกาศ กับ Interstellar

หลังจากอมพะนำปิดเป็นความลับมาเสียนาน ในที่สุดก็ได้เวลาไปท่องอวกาศครั้งยิ่งใหญ่กันแล้ว กับภาพยนตร์ Interstellar ทะยานดาวกู้โลก ผลงานทุ่มสุดตัวของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ขึ้นแท่นว่าที่หนังอวกาศที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งยุค และในวันนี้ เราจะมาอารัมภบท แนะนำภาพยนตร์เรื่องนี้ ผ่าน 15 เรื่อง ที่คุณควรรู้ไว้ ก่อนไปท่องอวกาศ กับ Interstellar โดยได้รวมเรื่อง (เกือบ) ลับ ทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ มาชี้แจงให้แถลงไขให้คุณผู้ชมได้ทราบกัน
 Interstellar
1. เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมกระเพาะปัสสาวะของคุณไปให้พร้อม เพราะภาพยนตร์ Interstellar เรื่องนี้ ใช้เวลาการท่องอวกาศกู้โลก รวมแล้วทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง 49 นาที และถ้ารวมโฆษณา ตัวอย่างหนัง และการยืนถวายความเคารพแล้ว ก็จะทะลุหลัก 3 ชั่วโมงอย่างแน่นอน
INTERSTELLAR
2. Interstellar ว่าด้วยเรื่องราวของโลกที่กำลังประสบกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ชนิดเกินเยียวยา ที่ถึงแม้มนุษย์จะพยายามปรับตัวให้อยู่รอดเพียงใด สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นการสูญพันธุ์ ความหวังหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ คือการเดินทางข้ามห้วงอวกาศผ่านรูหนอน ไปสู่กาแล็คซี่ใหม่ เพื่อเสาะแสวงหาดาวดวงใหม่ ที่สามารถตั้งอาณานิคม และดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้คงอยู่สืบไป ภารกิจที่มีอนาคตของคนทั้งโลกเป็นเดิมพัน จึงได้เริ่มต้นขึ้น และฝากความหวังไปกับทีมนักบินอวกาศในการเดินทางที่ไม่อาจรู้วันหวนหลับ
85462
3. บทดั้งเดิมของ Interstellar มีกำเนิดมาจาก ลินดา อ็อบสท์ โปรดิวเซอร์ขั้นเทพ และ คิป ธอร์น นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีระดับเนิร์ดตัวพ่อ ที่อยากเล่าเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางผ่านรูหนอน และเหตุการณ์แปลกประหลาดในจักรวาล และโปรเจ็คนี้ก็ไปโดนใจ สตีเว่น สปีลเบิร์ก พ่อมดแห่งฮอลลีวู้ด เข้าเต็มๆ ในปี 2006 และอาสาจะมากำกับ ก่อนที่ต่อมาในปี 2007 โจนาธาน โนแลน ได้เข้ามาพัฒนาบทจนเข้าท่าเข้าทางแล้ว แต่ สปีลเบิร์ก ดันมา โบกมือบ๊ายบายไปซะเฉย เพราะความช้าของขั้นตอนการสร้าง ทำให้ Interstellarมาตกอยู่ในมือของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ในปี 2013 งานนี้เลยกลายเป็นธุรกิจครอบครัวย่อมๆ ของพี่น้องโนแลน ไปซะเฉย
2650193-nolans
คริสโตเฟอร์ และโจนาธาน โนแลน
4. คิป ธอร์น นักฟิสิกส์ผู้เขียนร่างแรกของ Interstellar เป็นศาสตราจารย์ นักดาราศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแรงโน้มถ่วง พลศาสตร์กาลอวกาศโค้งงอ และหลุมดำ เคยคว้ารางวัลทางวิทยาศาสตร์มาอื้อซ่า และเขียนหนังสืออธิบายประวัติย่อของหลุมดำอันโด่งดัง ที่ร่วมตรวจสอบด้วยมันสมองของ สตีเฟ่น ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ตัวพ่อ และ คาล ซาแกน  ผู้เขียนนิยาย Contact อันว่าด้วยการวาร์ปผ่านรูหนอน และต่อมาได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน และที่สำคัญคือ คิป ธอร์น ได้มานั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์บริหารให้Interstellar เรื่องนี้อีกด้วย
NE9AloH4qCQocf_1_6
คิป ธอร์น
5. สมัยที่ สปีลเบิร์ก ยังกุมบังเหียน Interstellar อยู่ เขาได้ส่ง โจนาธาน โนแลน ผู้เข้ามาพัฒนาบท ไปเรียนทฤษฎีสัมพันธภาพขั้นสูง ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี แคลิฟอร์เนีย อีกหนึ่งยก เป็นเวลาร่วม 4 ปี เพื่อจะได้มีความรู้แน่นๆ มาเขียนบทหนังสุดล้ำนี้ได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ตามที่รู้กัน สปีลเบิร์ก ทิ้งโปรเจ็คนี้ไปในที่สุด โจนาธาน โนแลน เลยได้กำไรเป็นความรู้เพิ่มเติมเป็นกอบเป็นกำ มาช่วยพี่ชายสบายแฮ
cdn.indiewire.com
โจนาธาน โนแลน
6. คริสโตเฟอร์ โนแลน สั่งรูดซิปปากทีมงานทุกคน ขณะถ่ายทำ Interstellar เพื่อเก็บเป็นโปรเจ็คลับสุดยอดทุกขั้นตอน แถมตอนถ่ายทำยังใช้ชื่อหนังปลอมๆ ว่า Flora’s Letter อันมีที่มาจากชื่อลูกสาวของเขาเอง แถมนิสัยชอบเก็บความลับของ โนแลน นี้ ก็มีมาหลายปีดีดัก ตั้งแต่การตั้งชื่อปลอมให้หนังแทบทุกเรื่องขณะถ่ายทำ ไม่ว่าจะเป็น The Dark Knight ใช้ชื่อ Rory’s First Kiss, The Dark Knight Rises ใช้ชื่อ Magnus Rex และ Inception ใช้ชื่อ Oliver’s Arrow แน่นอนว่าทั้งหมดมาจากชื่อลูกๆ ของเขานั่นเอง
Interstellar-Nolan-cockpit
7.  แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เกิดเป็น Interstellar นั้น คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้รับมาจากหนังระดับตำนานหลายเรื่อง ที่ถูกจริตเขาเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็น Star Wars (จอร์จ ลูคัส), Blade Runner (ริดลีย์ สก๊อตต์), The Right Stuff (ฟิลิป คอปแมน), Close  Encounters of the Third Kind และ Jaws (สตีเว่น สปีลเบิร์ก) และแน่นอน หนังอวกาศชั้นครูของโลกใบนี้ 2001: A Space Odyssey (สแตนลีย์ คูบริค)
009
8. มีการคาดการณ์ว่า Interstellar จะเกี่ยวพันกับทฤษฎีฟิสิกส์ ชวนปวดเศียรเวียนเกล้ามากมาย ไล่มาตั้งแต่ ทฤษฎีสัมพันธภาพ ของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, ปรากฏการณ์หลุมดำ, หลักกลศาตร์ควอนตัม, สะพานไอน์สไตน์ โรเซน, ทฤษฎีเส้นเชือก, การวาร์ปผ่านรูหนอน ไปจนถึง จักรวาลคู่ขนาน ที่ล้วนเคยปรากฏในหนังไซไฟมานมนานแล้ว แต่ใน  Interstellar จะปรุงให้ออกมากลมกล่อมขนาดไหนต้องรอดูกัน (สำหรับคุณผู้ชม ที่ไม่ใช่เนิร์ดวิทยาศาสตร์ อาจคิ้วขมวดกับศัพท์แสงประหลาดโลกเหล่านี้ แต่ไม่เป็นไรค่อยๆ หาข้อมูลไปนะครับ)
Interstellar-Featurette-Kip-Thorne-570x294
9. โปรเจ็คยักษ์ ที่หน้าฉากดูยิ่งใหญ่ระดับท่องจักรวาลนี้ การถ่ายทำก็โหดหินอลังการไม่แพ้กัน เพราะมีการสร้างยานอวกาศขึ้นมาใช้ถ่ายจริงๆ โดยสาเหตุน่าจะมาจากการที่ โนแลน ไม่ปลื้มเทคนิค CGI มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เลยสร้างของจริงเลยละกัน และแน่นอนว่าการออกแบบยานอวกาศทั้งหมด ไม่ได้ละเมอเพ้อพกขึ้นมาเอง แต่อ้างอิงมาจากยานอวกาศของนาซา ที่มีอยู่จริงๆ แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะหนังเรื่องนี้ยังถ่ายทำในหลากหลายสถานที่ ตั้งแต่ในลอสแองเจลิส ไปไกลอีกนิดถึงแคนาดา และเลยเถิดไปถึงไอซ์แลนด์ แต่ยังครับ ยังไม่หมด! เพราะด้วยความที่ โนแลน อยากให้นักแสดงอินมากขึ้น และได้อารมณ์เหมือนสารคดี จึงจัดแจงเนรมิตฉากอวกาศขึ้นจริงๆ ในโรงถ่ายมันซะเลย
interstellar-new-clip-tv-spot-and-photos5
10. เพื่อความแปลกตาและอลังการ นอกจากกล้องฟิล์ม 35 มม. แล้ว โนแลน ตัดสินใจใช้กล้อง IMAX ในการถ่ายทำแบบจัดหนักมากกว่าหนังเรื่องไหนๆ ของเขา แถมยังมีการปรับปรุง และใช้เทคนิคใหม่ๆ อย่างเมามัน ทั้งทำให้กล้อง IMAX หน้าตาใหญ่โต สามารถถือแบบแฮนด์เฮลได้ หรือแม้แต่การเอาไปติดกับเครื่องบิน เพราะอยากได้มุมกล้องแปลกตาไม่เหมือนใคร เรียกว่าลองทำอะไรได้ โนแลน เอาหมด
005
11. ยานอวกาศที่โผล่มาแว้บๆ ในเทรลเลอร์นั้น มีทั้งหมด 3 ลำด้วยกัน อันได้แก่ The Ranger ใช้เดินทางเข้าออกชั้นบรรยากาศ, The Endurance ยานบัญชาการรูปร่างคล้ายวงแหวนแคปซูลเชื่อมต่อกัน ใช้ทั้งขับเคลื่อนในอวกาศ เป็นที่อยู่อาศัย เก็บเครื่องมือ และเสบียงอาหาร และสุดท้าย The Lander ใช้เป็นพาหนะนำแคปซูล ตั้งถิ่นฐานบนพื้นผิวดาว
spaceship
12. Insterstellar ไม่ได้มีเพียงตัวละครมนุษย์เท่านั้น เพราะถ้าขาดทั้งสองนี้ มนุษย์หน้าไหนก็คงไม่รอดในอวกาศแสนลี้ลับ พวกเขาคือ Tars และ Case หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเป็นแท่งสี่เหลี่ยม โดยเป็นไปความประสงค์ของ โนแลน ที่ต้องการหลีกเลี่ยงหุ่นยนต์ประเภทอัจฉริยะและมีรูปร่างใกล้เคียงมนุษย์ แต่เห็นเป็นแท่งๆ แบบนี้ ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ เพราะต้องผ่านการออกแบบสุดซับซ้อน ตามหลักคณิตศาสตร์แบบเป๊ะๆ !
Tars3
13. ทั้งๆ ที่ โนแลน สั่งเก็บข้อมูลของ Interstellar ให้ลับเสียยิ่งกว่าอะไร แต่ก็ยังไม่วาย มีหนังสือเกี่ยวกับมันออกมาตั้งแต่ก่อนที่หนังจะฉายเสียอีก ในชื่อ The Science of Interstellar ที่ คิป ธอร์น นักฟิสิกส์ที่ปรึกษา เจ้าของบทร่างแรก และพ่วงโปรดิวเซอร์บริหารของหนังเรื่องนี้ ได้ทำการอธิบายบรรดาทฤษฎีฟิสิกส์ชวนกุมขมับที่ปรากฏในหนัง ให้ได้เอาไปอ่านเตรียมตัวก่อนเจอของจริง คุณผู้ชมท่านใดอยากรู้อยากศึกษาเชิงลึก ก็หาซื้อจับจองกันได้
41aLNZj3E-L._SL500_AA300_
14. นอกจาก แมทธิว แมคคอนาเฮย์แอนน์ แฮทธาเวย์ และผองเพื่อนนักบินอวกาศอีกคนสองคน ที่มักปรากฏตัวในเทรลเลอร์ และภาพโปรโมทแล้ว Interstellar ยังมีตัวละครลับที่ไม่เคยเปิดเผยหน้าตาไม่ว่าจะในสื่อใดๆ มาก่อน โดยได้นักแสดงคุณภาพระดับรางวัลออสการ์ ที่ทุกคนเห็นแล้วต้องร้องอ๋อ มารับบทสุดเข้มข้น ส่วนเรื่องที่ว่า เขาหรือเธอคนนี้่จะเป็นใคร เราขอรูดซิปปากรักษาคอนเซ็ปน์ของ โนแลน แล้วขอให้คุณผู้ชมไปพิสูจน์กันเอาเองในหนังฉบับเต็ม แต่ขอยืนยันว่า ตัวละครนี้จะเป็นถึงตัวแปรสำคัญของเรื่องเลยทีเดียว!
85464
15. สาวกของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน คงทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เราอยากเน้นย้ำส่งท้ายกันอีกทีว่า Interstellar เรื่องนี้ คือผลงานหนังยาวลำดับ ที่ 9 ของเขา ที่ผ่านการตกตะกอนของประสบการณ์การทำหนังยาวมาแล้วมากมาย ไล่เรียงมาตั้งแต่ Following, Memento, Insomnia, Batman Begins, The Prestige, The Dark Knight, Inception และ The Dark Knight Rises เห็นแต่ละเรื่องเข้มข้นถึงกึ๋นขนาดไหน เรื่องล่าสุดอย่าง Interstellar ก็จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน
inter-01
คริสโตเฟอร์ โนแลน